เมื่อวันที่ 23 เม.ย. อินเดียได้ประกาศมาตรการต่าง ๆ เพื่อลดความสัมพันธ์กับปากีสถาน 1 วันหลังจากกลุ่มติดอาวุธก่อเหตุสังหารผู้คน 26 รายใกล้เมืองท่องเที่ยวชื่อดังปาฮาลกัม (Pahalgam) ในแคว้นแคชเมียร์
วิกรม มิศรี รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศอินเดีย กล่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 23 เม.ย. ว่า ในการประชุมพิเศษของคณะรัฐมนตรีความมั่นคง มีรายงานพบความเชื่อมโยงเหตุกราดยิงกับการโจมตีข้ามพรมแดน จึงมีการตัดสินใจดำเนินการกับปากีสถาน
เขากล่าวว่า มาตรการที่ใช้ประกอบด้วย จุดผ่านแดนหลักทางบกระหว่างทั้งสองประเทศจะถูกปิด โดยมีผลทันที และอินเดียจะระงับสนธิสัญญาน้ำที่อนุญาตให้แบ่งปันน้ำในระบบแม่น้ำสินธุระหว่างทั้งสองประเทศ
มิศรีเสริมว่า พลเมืองปากีสถานจะถูกห้ามไม่ให้เดินทางไปอินเดียภายใต้โครงการยกเว้นวีซ่าของสมาคมความร่วมมือแห่งภูมิภาคเอเชียใต้ (SAARC) และชาวปากีสถานที่ใช้วีซ่าดังกล่าวมีเวลา 48 ชั่วโมงในการออกจากประเทศอินเดีย
รมว.ต่างประเทศอินเดียบอกว่า ที่ปรึกษาฝ่ายป้องกันประเทศในคณะกรรมาธิการระดับสูงของปากีสถานในกรุงนิวเดลียังถูกประกาศให้เป็นบุคคลที่ไม่พึงปรารถนาและถูกขอให้ออกจากตำแหน่ง
ด้าน ราชนาถ สิงห์ รัฐมนตรีกลาโหมอินเดีย กล่าวว่า “ผู้ที่รับผิดชอบและอยู่เบื้องหลังการกระทำดังกล่าวจะได้ยินคำตอบของเราในไม่ช้านี้ ด้วยความชัดเจน เราจะไม่ติดต่อเฉพาะผู้ที่ก่อเหตุเท่านั้น เรายังจะติดต่อผู้ที่วางแผนเรื่องนี้จากเบื้องหลังด้วย”
ขณะที่นายกรัฐมนตรีปากีสถาน เชห์บาซ ชารีฟ ได้เรียกประชุมคณะกรรมการความมั่นคงแห่งชาติในเช้าวันที่ 24 เม.ย. เพื่อหารือแนวทางตอบสนองต่อแถลงการณ์ของรัฐบาลอินเดีย
สำหรับเหตุกราดยิงที่เกิดขึ้น กลุ่มต่อต้านแคชเมียร์ที่เรียกตัวเองว่า “แนวร่วมต่อต้าน” (The Resistance Front; TRF) ซึ่งไม่ค่อยมีใครรู้จัก ได้ออกมาอ้างความรับผิดชอบผ่านข้อความทางโซเชียลมีเดีย โดยแสดงความไม่พอใจที่ “คนนอก” มากกว่า 85,000 คนได้ไปตั้งถิ่นฐานอยู่ในแคชเมียร์ ซึ่งทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “การเปลี่ยนแปลงทางประชากร”
ในส่วนของผู้เสียชีวิตมีทั้งหมด 26 ราย เป็นชาวอินเดีย 25 รายและชาวเนปาล 1 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกอย่างน้อย 17 คน
เรียบเรียงจาก Al Jazeera