เมื่อวันที่ 24 ก.ค. ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรพันธมิตรหลายรายของ มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทการเมียนมา
ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้น 2 สัปดาห์หลังจากที่ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมาได้ส่งจดหมายตอบกลับกรณีถูกตั้งกำแพงภาษีสูงถึง 40% โดยมีเนื้อหาชื่นชมประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ และขอร้องให้ลดอัตราภาษีลง 10% ถึง 20% โดยเมียนมาจะลดภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ ลงเหลือเพียง 0% ถึง 10%
นอกจากนี้ มิน อ่อง หล่าย ยังเรียกร้องให้สหรัฐฯ ผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตร โดยขอให้ทรัมป์ “พิจารณาผ่อนคลายและยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจที่บังคับใช้กับเมียนมาอีกครั้ง เนื่องจากมาตรการดังกล่าวเป็นอุปสรรคต่อผลประโยชน์ร่วมกันและความเจริญรุ่งเรืองของทั้งสองประเทศและประชาชน”
ในประกาศจากกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า บริษัท เคที เซอร์วิสเซส แอนด์ โลจิสติกส์ และโจนาธาน เมียว จอ ตอง ผู้ก่อตั้ง, บริษัท เอ็มซีเอ็ม กรุ๊ป และอ่อง หล่าย อู เจ้าของบริษัท, ซันแทค เทคโนโลยีส์ และซิต แตง อ่อง เจ้าของบริษัท และทิน ลัต มิน บุคคลอีกรายหนึ่ง กำลังจะถูกถอดออกจากบัญชีรายชื่อคว่ำบาตรของสหรัฐฯ
บริษัท เคที เซอร์วิสเซส แอนด์ โลจิสติกส์ และโจนาธาน เมียว จอ ตอง ถูกเพิ่มเข้าไปในบัญชีรายชื่อคว่ำบาตรในเดือน ม.ค. 2022 ในยุครัฐบาลไบเดน
ซิต แตง อ่อง และ อ่อง หล่าย อู ถูกขึ้นบัญชีดำในปีเดียวกันเนื่องจากความเกี่ยวพันในภาคกลาโหมของเมียนมา ส่วน ทิน ลัต มิน ซึ่งถูกระบุว่าเป็นผู้ใกล้ชิดกับผู้นำทหาร ถูกขึ้นบัญชีดำในปี 2024
กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ไม่ได้อธิบายเหตุผลของการเคลื่อนไหวดังกล่าว และทำเนียบขาวไม่ได้แสดงความคิดเห็น
เมียนมาเป็นหนึ่งในแหล่งแร่ธาตุหายากที่เป็นที่ต้องการของโลก ซึ่งใช้ในเทคโนโลยีขั้นสูงด้านการป้องกันประเทศและการใช้งานเพื่อผู้บริโภค การจัดหาแร่ธาตุเหล่านี้ถือเป็นเป้าหมายหลักของรัฐบาลทรัมป์ในการแข่งขันเชิงกลยุทธ์กับจีน ซึ่งรับผิดชอบกำลังการผลิตแร่ธาตุหายากถึง 90%
เหมืองแร่ธาตุหายากส่วนใหญ่ของเมียนมาอยู่ในพื้นที่ที่ควบคุมโดยกองทัพเอกราชคะฉิ่น (KIA) ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ต่อสู้กับรัฐบาลทหาร และมีการแปรรูปในประเทศจีน
เรียบเรียงจาก Reuters