จากกรณีการปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ที่เริ่มขึ้นเมื่อเช้าวันที่ 24 ก.ค. ที่ผ่านมา โดยพบว่าฝั่งกัมพูชามีการยิงจรวด BM-21 ตกกระทบเขตชุมชน-โรงพยาบาล ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ-เสียชีวิตจำนวนมาก ก่อนที่ต่อมา รัฐบาลไทยจะออกมาแถลงการณ์ว่าการกระทำดังกล่าว ไร้มนุษยธรรม เป็นอาชญากรรมสงครามขั้นรุนแรง นั้น
หากเรามากาง “อนุสัญญาเจนีวา” ฉบับที่ 4 ว่าด้วยการคุ้มครองพลเรือนในยามสงคราม จะเห็นคำตอบว่าการกระทำใดบ้างที่เข้าข่ายเป็น “อาชญากรรมสงคราม” และใครที่เข้าข่าย “อาชญากรสงคราม” บ้าง?
การกระทำเข้าข่าย “อาชญากรรมสงคราม”
จากมาตรา 147 ว่าด้วยความผิดร้ายแรง (Grave Breaches) ระบุว่า ตัวอย่างของการกระทำที่เข้าข่าย “อาชญากรรมสงคราม” อันเป็นการกระทำที่ถือเป็นความผิดร้ายแรง ได้แก่
- การจงใจฆาตกรรม การทรมาน หรือการปฏิบัติอย่างไร้มนุษยธรรม เช่น การทดลองทางชีวภาพที่ไม่จำเป็น การก่อให้เกิดความเจ็บปวดหรือบาดเจ็บรุนแรงต่อร่างกายหรือสุขภาพ รวมถึงการฆ่าหรือบาดเจ็บอย่างจงใจต่อพลเรือน
- การทรมาน ปฏิบัติอย่างไร้มนุษยธรรม
- การทำลายทรัพย์สินพลเรือนโดยไม่มีความจำเป็นทางทหาร
- การใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์
- การโจมตีโรงพยาบาล โรงเรียน สถานศาสนา หรือเขตปลอดภัย
ใครคือ “อาชญากรสงคราม”
จากการกระทำที่เข้าข่ายดังกล่าว ตามอนุสัญญาเจนีวา ฉบับที่ 4 ใครก็ตามที่ออกคำสั่ง ปฏิบัติการ หรือมีส่วนรู้เห็นกับการกระทำเหล่านี้ มีสถานะเป็น “ผู้ต้องสงสัยอาชญากรสงคราม” และอาจถูกดำเนินคดีได้โดยไม่ขึ้นกับสัญชาติหรือประเทศ
นอกจากนี้ ตามมาตรา 148 ยังระบุว่า สมาชิกภาคีไม่สามารถยกเว้นหรือปฏิเสธความรับผิดชอบทั้งต่อบุคคลอื่นหรือรัฐอื่นได้ ในกรณีที่มีการละเมิดอันร้ายแรงตามมาตรา 147 ซึ่งรัฐภาคีห้ามละเว้นความรับผิดชอบ
กระบวนการตรวจสอบหากละเมิดอนุสัญญาฯ
หากมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในความขัดแย้งร้องขอ จะต้องมีการสอบสวนอย่างเป็นทางการเพื่อหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการละเมิดอนุสัญญา โดยทั้งสองฝ่ายจะตกลงร่วมกันถึงวิธีดำเนินการ หากไม่สามารถตกลงได้ ต้องเลือกผู้ตัดสินกลางเพื่อกำหนดขั้นตอน เมื่อพบต้นเหตุการละเมิดแล้ว ฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องยุติการละเมิดทันทีและดำเนินจัดการอย่างเร่งด่วน
การลงโทษ
ตามมาตรา 146 รัฐภาคีต้องตรากฎหมายภายในเพื่อกำหนดโทษทางอาญาที่มีประสิทธิภาพ สำหรับผู้ที่กระทำหรือมีคำสั่งให้กระทำความผิดร้ายแรง ตามที่ระบุไว้ และต้องค้นหาผู้ที่ต้องสงสัยว่ากระทำหรือสั่งให้กระทำความผิดดังกล่าว และนำตัวมาขึ้นศาลของตน ไม่ว่าผู้นั้นจะมีสัญชาติใด
หรืออาจส่งตัวบุคคลดังกล่าวไปยังรัฐภาคีอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำตัวขึ้นพิจารณาคดี หากรัฐนั้นมีหลักฐานเบื้องต้นเพียงพอ (Prima Facie Case) ต้องดำเนินมาตรการเพื่อ ยับยั้ง การกระทำที่ละเมิดอนุสัญญาฉบับนี้ แม้จะไม่ใช่ “ความผิดร้ายแรง”
ผู้ถูกกล่าวหาทุกคนต้องได้รับสิทธิในการพิจารณาคดีและการป้องกันตนเองตามกระบวนการยุติธรรม ซึ่งกรณีของไทยและกัมพูชา ถือว่ามี “พันธะผูกพัน” ที่ต้องบัญญัติกฎหมายในประเทศให้สามารถดำเนินคดีอาชญากรสงครามได้ โดยผู้กระทำผิดร้ายแรงต้องถูกนำตัวขึ้นพิจารณาโดยศาลภายในประเทศ หรือส่งไปยังประเทศที่ต้องการตัวเพื่อดำเนินคดี
นอกจากนี้ ยังสามารถดำเนินคดีในระดับ “ศาลอาญาระหว่างประเทศ” (International Criminal Court – ICC) หากประเทศนั้นยอมรับอำนาจ ICC หรือมีมติจากสหประชาชาติ
กลไกดำเนินการ
- รัฐเจ้าของพื้นที่ทำผิด ดำเนินคดีเองผ่านกฎหมายภายใน
- ประเทศอื่นที่ได้รับผลกระทบ ร้องขอตัวผู้กระทำผิดตามสนธิสัญญาระหว่างประเทศ
- นำเข้าสู่ศาลระหว่างประเทศ เช่น ICC (ศาลอาญาระหว่างประเทศ) หรือ ICJ (ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ) สำหรับกรณีระหว่างรัฐ
- องค์กรสิทธิมนุษยชนและสหประชาชาติ เข้าตรวจสอบ เก็บหลักฐานเพื่อขอความยุติธรรมในเวทีโลก
ที่มา: IV GENEVA CONVENTION RELATIVE TO THE PROTECTION OF CIVILIAN PERSONS IN TIME OF WAR OF 12 AUGUST 1949