เมื่อวันที่ 2 ก.ย. ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยว่า สหรัฐฯ ได้ดำเนินการโจมตีทางทหารอย่างรุนแรงต่อเรือขนยาเสพติดลำหนึ่ง โดยกล่าวหาว่า มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มค้ายา Tren de Aragua จากเวเนซุเอลา
การใช้กำลังทางทหารโจมตีกลุ่มค้ายาในละตินอเมริกา ถือเป็นการยกระดับความรุนแรงอย่างมีนัยสำคัญของรัฐบาลทรัมป์ และอาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่อภูมิภาคนี้
ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่ามีผู้เสียชีวิต 11 รายจากการโจมตีดังกล่าว ซึ่งเกิดขึ้นในน่านน้ำสากล “ตามคำสั่งของผม กองกำลังทหารสหรัฐฯ ได้ดำเนินการโจมตีอย่างรุนแรงต่อกลุ่มก่อการร้ายยาเสพติด Tren de Aragua ที่ได้รับการระบุตัวตนอย่างชัดเจน ในพื้นที่รับผิดชอบของหน่วยบัญชาการทหารสหรัฐภาคใต้ (SOUTHCOM)”
“เขาเสริมว่า “พวกเขาเป็นองค์กรก่อการร้ายต่างประเทศที่ปฏิบัติการภายใต้การควบคุมของ นิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ซึ่งรับผิดชอบต่อการสังหารหมู่ การค้ายาเสพติด การค้าประเวณี และการกระทำรุนแรงและการก่อการร้ายทั่วสหรัฐอเมริกาและซีกโลกตะวันตก”
ทรัมป์บอกอีกว่า “โปรดให้เรื่องนี้เป็นคำเตือนแก่ใครก็ตามที่กำลังคิดจะนำยาเสพติดเข้าสหรัฐอเมริกา ระวังตัวไว้!”
ด้าน มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อธิบายว่า การโจมตีอย่างรุนแรงดังกล่าวเกิดขึ้นใน “ทะเลแคริบเบียนตอนใต้” ต่อ “เรือขนยาเสพติดที่เดินทางออกจากเวเนซุเอลา”
กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กำหนดให้ Tren de Aragua ซึ่งมีต้นกำเนิดในเวเนซุเอลา เป็นองค์กรก่อการร้ายต่างชาติและถูกกำหนดให้เป็นผู้ก่อการร้ายระดับโลก
รูบิโอกล่าวว่า ภารกิจปราบปรามยาเสพติดจะยังคงดำเนินต่อไป “เราจะต่อสู้กับแก๊งค้ายาเสพติดที่กำลังหลั่งไหลเข้ามาบนท้องถนนในอเมริกาและสังหารชาวอเมริกัน”
ขณะที่เจ้าหน้าที่อาวุโสด้านกลาโหมยืนยันว่า มีการโจมตีอย่างแม่นยำต่อเรือขนยาเสพติดในทะเลแคริบเบียนตอนใต้ แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับปฏิบัติการดังกล่าว
ก่อนหน้านี้มีรายงานว่า กองทัพสหรัฐฯ กำลังส่งนาวิกโยธินและทหารเรือกว่า 4,000 นายไปยังน่านน้ำรอบละตินอเมริกาและแคริบเบียน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่เข้มข้นขึ้นในการปราบปรามกลุ่มค้ายาเสพติด
รัฐบาลทรัมป์ได้ใช้มาตรการเชิงรุกในการปราบปรามกลุ่มค้ายาเสพติดในละตินอเมริกา โดยกำหนดให้หลายกลุ่มเป็นองค์กรก่อการร้ายต่างชาติและกลุ่มก่อการร้ายระดับโลก
เรียบเรียงจาก CNN