ประธานาธิบดีโคลอมเบีย กุสตาโว เปโตร ถูกอัยการสหรัฐฯ ตั้งข้อกล่าวหาทางอาญาที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด 2 คดี
ตามรายงาน อัยการสหรัฐฯ ในบรูกลินและแมนฮัตตันกำลังตรวจสอบว่า เปโตรได้พบกับผู้ค้ายาเสพติดและขอรับเงินบริจาคจากพวกเขาเพื่อการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2022 หรือไม่
เมื่อวันที่ 20 มี.ค. เปโตรได้ออกแถลงการณ์ปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยระบุว่า “ในโคลอมเบีย ไม่มีการสอบสวนใด ๆ เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของผมกับผู้ค้ายาเสพติดเลย ด้วยเหตุผลเดียวง่าย ๆ คือ ผมไม่เคยพูดคุยกับผู้ค้ายาเสพติดเลยในชีวิต”
เขาเสริมว่า เขาได้บอกผู้จัดการแคมเปญหาเสียงว่าอย่ารับเงินบริจาคจากนายธนาคารหรือผู้ค้ายาเสพติด
เปโตรอ้างว่า การสอบสวนในสหรัฐฯ จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของเขาในที่สุด และเขากล่าวโทษฝ่ายค้านขวาจัดของโคลอมเบียว่าเป็นผู้ก่อให้เกิดความขัดแย้ง
“ดังนั้น กระบวนการในสหรัฐฯ จะช่วยให้ผมลบล้างข้อกล่าวหาของฝ่ายขวาจัดของโคลอมเบีย ซึ่งมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับผู้ค้ายาเสพติดของโคลอมเบีย” เปโตรกล่าว
เปโตรยังไม่ถูกตั้งข้อหาใด ๆ และการสอบสวนอยู่ในขั้นตอนเริ่มต้น แต่ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า จังหวะเวลาของความเคลื่อนไหวนี้มีความสำคัญ เนื่องจากเกิดขึ้นเพียง 2 เดือนครึ่งก่อนที่โคลอมเบียจะจัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งใหม่ในวันที่ 31 พ.ค. นี้
เปโตรเป็นประธานาธิบดีฝ่ายซ้ายคนแรกของโคลอมเบีย มีวาระการดำรงตำแหน่งจำกัดเพียงวาระเดียว
แต่การเลือกตั้งนี้จะเป็นบททดสอบสำหรับพรรค Historic Pact ของเปโตร ซึ่งผู้สมัครคนปัจจุบันของพรรคคือ อีวาน เซเปดา กำลังนำอยู่ในผลสำรวจคะแนนความนิยม
อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ พยายามที่จะเพิ่มโอกาสให้กับผู้สมัครฝ่ายขวาในละตินอเมริกา เขาและเปโตรมีความขัดแย้งกันมาตั้งแต่ทรัมป์กลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในเดือน ม.ค. 2025
ความบาดหมางของทั้งคู่ถึงจุดสูงสุดหลังจากที่สหรัฐฯ โจมตีเวเนซุเอลาและจับกุมตัวประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร ในข้อหาเกี่ยวกับยาเสพติด
หลังจากนั้นไม่นาน นักข่าวถามว่าสหรัฐฯ จะใช้ปฏิบัติการทางทหารต่อโคลอมเบียหรือไม่ ทรัมป์ตอบว่า “ฟังดูดีสำหรับผม”
เพื่อลดความตึงเครียด ทรัมป์และเปโตรจึงโทรศัพท์คุยกันหลังจากนั้นและตกลงที่จะพบกัน
จากนั้นเปโตรได้ไปเยือนทำเนียบขาวในช่วงต้นเดือน ก.พ. เพื่อปรับปรุงความสัมพันธ์ ในระหว่างการเยือน คณะผู้แทนโคลอมเบียได้หารือกับคู่เจรจาของพวกเขา รวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พีต เฮกเซธ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ มาร์โก รูบิโอ
การประชุมยังหารือถึงความร่วมมือในการต่อต้านการค้ายาเสพติด ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในนโยบายต่างประเทศของทรัมป์
แต่เปโตรและทรัมป์มีความเห็นไม่ตรงกันมานานแล้วเกี่ยวกับวิธีการปราบปรามการลักลอบขนยาเสพติด
โคลอมเบีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตโคเคนรายใหญ่ที่สุดในภูมิภาค ถูกวิพากษ์วิจารณ์โดยรัฐบาลทรัมป์เกี่ยวกับนโยบายที่อ่อนแอต่ออาชญากรรม รวมถึงการเจรจากับกลุ่มติดอาวุธ
ขณะเดียวกัน เปโตรได้ประณามสหรัฐฯ สำหรับยุทธวิธีที่รุนแรง โดยเรียกมันว่าไม่ต่างอะไรกับการฆาตกรรม
ตัวอย่างเช่น สหรัฐฯ ได้ทิ้งระเบิดเรือบรรทุกยาเสพติดอย่างน้อย 46 ลำในทะเลแคริบเบียนและมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออก ในจำนวนผู้เสียชีวิต 159 คนนั้น มีพลเมืองโคลอมเบียรวมอยู่ด้วย
นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังได้เสนอแนวคิดที่จะทำการโจมตีทางทหารในละตินอเมริกาต่อผู้ค้ายาเสพติดที่ต้องสงสัย และเมื่อเร็ว ๆ นี้ได้เริ่มปฏิบัติการกำจัดแก๊งต่าง ๆ ในเอกวาดอร์ ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านของโคลอมเบีย
นักวิเคราะห์กล่าวว่า การกระทำเช่นนี้ทำให้ผู้นำในละตินอเมริกาอยู่ในภาวะตึงเครียด
การกระทำที่ก้าวร้าวของทรัมป์บ่งชี้ว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เต็มใจที่จะแลก “อธิปไตยและสันติภาพของทุกประเทศ” ในการต่อต้านยาเสพติด
การลักพาตัวประธานาธิบดีเวเนซุเอลา นิโกลัส มาดูโร เป็นคำเตือนถึงผู้นำทางการเมืองทุกคนในภูมิภาค ซึ่ง “ในฐานะผู้ผลิตโคเคนรายใหญ่ที่สุดของโลก โคลอมเบียพบว่าตัวเองมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกดำเนินคดีทางกฎหมาย”
เรียบเรียงจาก Al Jazeera