กองทัพเนปาลส่งกำลังทหารลาดตระเวนในกรุงกาฐมาณฑุ เมืองหลวงของประเทศ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหลังจากเผชิญสถานการณ์ความไม่สงบครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี ซึ่งส่งผลทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 30 คนและบาดเจ็บอีกกว่า 1,000 คน
การประท้วงต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันในเนปาลได้ลุกลามบานปลายกลายเป็นเหตุวางเพลิงและความรุนแรงเมื่อวันที่ 9 ก.ย. นำมาซึ่งการลาออกจากตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีแต่ผู้ชุมนุมที่โกรธแค้นยังบุกทำลายบ้านพักนักการเมืองหลายแห่ง จุดไฟเผาอาคารรัฐสภาและสถานที่ราชการอีกจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม กลุ่ม Gen Z ที่เป็นแกนนำในการประท้วงออกมาแสดงจุดยืนว่าไม่เกี่ยวข้องกับการทำลายล้าง โดยระบุว่าถูกมือที่ 3 ฉวยโอกาสสร้างสถานการณ์ความวุ่นวาย
แถลงการณ์ของผู้ประท้วงระบุว่า การเคลื่อนไหวนี้เป็นและยังคงเป็นการชุมนุมที่ปราศจากการใช้ความรุนแรงและตั้งอยู่บนหลักการมีส่วนร่วมทางพลเมืองอย่างสันติ รวมถึงยืนยันว่า จะไม่จัดการประท้วงเพิ่มเติมตั้งแต่วันที่ 10 ก.ย. เป็นต้นไป และเรียกร้องให้บังคับใช้คำสั่งเคอร์ฟิวตามความจำเป็น
ขณะที่ท่าอากาศยานนานาชาติตริภูวันในกรุงกาฐมาณฑุ ได้กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งแล้วเมื่อวันที่ 10 ก.ย. และสถานการณ์ในเมืองหลวงค่อนข้างสงบ เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ปฏิบัติตามมาตรการเคอร์ฟิวที่จะสิ้นสุดลงในเช้าวันที่ 11 ก.ย. แต่ยังพบเห็นกลุ่มควันจากอาคารที่ถูกเผาไหม้ลอยขึ้นไปบนอากาศ
ด้านกองทัพที่พยายามควบคุมสถานการณ์ ได้เชิญผู้ประท้วงกลุ่ม Gen Z เข้าร่วมการเจรจาสันติภาพ แต่เตือนว่า การใช้ความรุนแรงและการทำลายทรัพย์สินจะถูกลงโทษ เบื้องต้นมีผู้ถูกจับกุม 27 คนในข้อหาก่อความรุนแรงและปล้นสะดม และมีการยึดอาวุธปืนได้ 31 กระบอก
การชุมนุมครั้งนี้เกิดขึ้นจากการที่รัฐบาลแบนแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ 26 รายการ รวมถึง WhatsApp, Instagram และ Facebook เมื่อสัปดาห์ก่อน แต่การประท้วงได้ลุกลามไปไกลกว่านั้นและกลายเป็นการสะท้อนความไม่พอใจอย่างลึกซึ้งต่อชนชั้นนำทางการเมืองของประเทศ
ขณะที่ก่อนหน้านั้น มีการรณรงค์ต่อต้านเหล่า “เนโปคิด” (Nepo Kid) ด้วยการเปิดโปงชีวิตอันหรูหราของลูกหลานนักการเมือง
แม้รัฐบาลจะยกเลิกการแบนในคืนวันที่ 8 ก.ย. แต่ไม่สามารถหยุดกระแสการประท้วงที่ยิ่งรุนแรงขึ้นจากกรณีการเสียชีวิตของผู้ประท้วง 19 คนก่อนหน้านั้นในวันเดียวกันได้
ขณะที่ยังไม่ชัดเจนว่าใครจะขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ แต่ผู้ประท้วงสนับสนุนให้อดีตประธานศาลสูงสุดขึ้นมาดำรงตำแหน่งรักษาการนายกรัฐมนตรีไปก่อน