เมื่อวันที่ 10 ก.ย. องค์การอวกาศนาซา (NASA) แถลงข่าว ผลการศึกษาตัวอย่างหินที่พบบนดาวอังคาร ซึ่งดูเหมือนจะยืนยันว่า เคยมี “สิ่งมีชีวิตโบราณ” อยู่บนดาวอังคารจริง ๆ
นาซาประกาศว่า หิน “แซฟไฟร์แคนยอน” (Sapphire Canyon) ที่ยานสำรวจเพอร์เซเวียแรนซ์ (Perseverance) เก็บตัวอย่างมาได้จากดาวอังคารเมื่อปี 2024 อาจเกิดจากสิ่งมีชีวิตโบราณ
ฌอน ดัฟฟี รักษาการผู้อำนวยการนาซา กล่าวว่า “หลังจากการตรวจสอบเป็นเวลา 1 ปี นักวิทยาศาสตร์กลับมาและบอกว่า ฟังนะ เราหาคำอธิบายอื่นไม่ได้แล้ว ดังนั้น นี่อาจเป็นสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตที่เราเคยพบบนดาวอังคาร ซึ่งน่าตื่นเต้นอย่างยิ่ง”
หินแซฟไฟร์แคนยอนมีเอกลักษณ์คือลายจุดที่เหมือนเสือดาว ถูกยานสำรวจเพอร์เซเวียแรนซ์เก็บมาจากหินโผล่บริเวณขอบหุบเขาแม่น้ำเนเรตวา วัลลิส (Neretva Vallis) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ถูกน้ำกัดเซาะจนไหลลงสู่หลุมเจซีโร (Jezero Crater) เมื่อกว่า 3 พันล้านปีก่อน
ยานสำรวจได้ลงไปในหลุมดังกล่าวเพื่อสำรวจพื้นที่ทะเลสาบโบราณแห่งนี้ในเดือน ก.พ. 2021 เพื่อค้นหาหินที่ถูกสร้างขึ้นหรือถูกเปลี่ยนแปลงโดยน้ำบนดาวอังคารในอดีต
เพอร์เซเวียแรนซ์ได้เจาะตัวอย่างหินแซฟไฟร์แคนยอนมาจากหินรูปร่างคล้ายหัวลูกศรที่ชื่อว่า เชวายาฟอลส์ (Cheyava Falls) ในเดือน ก.ค. 2024
นักวิทยาศาสตร์ให้ความสนใจหินก้อนนี้อย่างมาก เนื่องจากมันมีศักยภาพในการเปิดเผยว่า เคยมีสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กบนดาวอังคารหรือไม่
เคที สแต็ก มอร์แกน นักวิทยาศาสตร์โครงการเพอร์เซเวียแรนซ์ กล่าวว่า “การค้นพบลักษณะทางชีวภาพ หรือลักษณะเฉพาะที่อาจสอดคล้องกับกระบวนการทางชีวภาพ แต่จำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อยืนยันแหล่งกำเนิดทางชีวภาพ เป็นสิ่งที่เรากำลังแบ่งปันกับทุกท่านในวันนี้ ซึ่งมาจากการทำงานหนัก ความทุ่มเท และความร่วมมือกันมาหลายปีระหว่างนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรกว่า 1,000 คน ณ ห้องปฏิบัติการขับเคลื่อนไอพ่น (Jet Propulsion Laboratory) ของนาซา และสถาบันพันธมิตรของเราทั่วประเทศและต่างประเทศ”
โจเอล ฮูโรวิตซ์ นักวิทยาศาสตร์ดาวเคราะห์จากมหาวิทยาลัยสโตนีบรูค ในนิวยอร์ก หัวหน้าทีมวิจัยกล่าวว่า การประกาศครั้งนี้เป็นผลมาจากกระบวนการวิจัยที่ผ่านการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญเป็นเวลานาน และการเก็บรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติม
ฮูโรวิตซ์กล่าวว่า ยานสำรวจเพอร์เซเวียแรนซ์ได้สำรวจหุบเขาแม่น้ำหลังจากพบตัวอย่าง เพื่อทำความเข้าใจสภาพแวดล้อมที่หินถูกทับถม และพิจารณาว่าจุดเสือดาวอาจก่อตัวขึ้นได้อย่างไร
การทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าจุดเหล่านั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร ไม่ว่าจะเกิดจากกระบวนการทางธรณีเคมีที่ไม่ต้องการสิ่งมีชีวิต หรือจากการมีอยู่ของจุลินทรีย์ ถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการพิจารณาว่าหินก้อนนี้มีหลักฐานบ่งชี้ถึงชีวลักษณะเฉพาะหรือไม่
มอร์แกนกล่าวว่า เมื่อกว่า 3.5 พันล้านปีก่อน เนเรตวา วัลลิส คงจะเต็มไปด้วยแม่น้ำที่ไหลเชี่ยวกราก พัดพาโคลน ทราย และกรวดลงสู่ทะเลสาบ “ภายในปล่องภูเขาไฟ บรรยากาศที่เต็มไปด้วยพลังเช่นนี้น่าจะถูกขัดจังหวะด้วยช่วงเวลาที่น้ำนิ่งสงบ ซึ่งน้ำจะไหลย้อนกลับ ก่อให้เกิดสภาพแวดล้อมของทะเลสาบที่มีพลังงานค่อนข้างต่ำ”
เมื่อน้ำแห้งเหือดลงในที่สุด ก็เหลือเพียงหินโผล่ที่พบเชยาวาฟอลส์ ซึ่งเรียกว่า ไบรต์แองเจิล ซึ่งบันทึก “สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการอยู่อาศัย” บนดาวอังคาร
มอร์แกนกล่าวว่า “หินโบราณเหล่านี้ทำให้เรามองเห็นช่วงเวลาหนึ่งที่ไม่ค่อยปรากฏให้เห็นบนโลกของเรามากนัก แต่เป็นช่วงเวลาที่สิ่งมีชีวิตถือกำเนิดขึ้นบนโลก และอาจจะอยู่บนดาวอังคารได้เช่นกัน”
เชยาวาฟอลส์ ซึ่งตั้งชื่อตามน้ำตกแห่งหนึ่งในแกรนด์แคนยอน ปรากฏจุดดำเล็ก ๆ ที่ทีมวิทยาศาสตร์ของเพอร์เซเวียแรนซ์เรียกกันว่า “เมล็ดฝิ่น” รวมถึงรอยขนาดใหญ่กว่าที่เรียกว่าจุดเสือดาว
ฮูโรวิตซ์กล่าวว่า “ลักษณะพื้นผิวเหล่านี้บอกเราว่ามีสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งเกิดขึ้นในหินเหล่านี้ มีปฏิกิริยาเคมีบางอย่างเกิดขึ้นในขณะที่หินถูกทับถม”
เครื่องมือของยานสำรวจเพอร์เซเวียแรนซ์ ที่เรียกว่า SHERLOC ก็ตรวจพบสารประกอบอินทรีย์ในหินเช่นกัน
ฮูโรวิตซ์บอกว่า ผลการทดสอบ SHERLOC เป็นเครื่องบ่งชี้สำคัญสำหรับการมีอยู่ของสารอินทรีย์ในตัวอย่างนี้ นอกจากนี้ยังพบสารประกอบอินทรีย์ในชั้นหินไบรต์แองเจิลอีก 2-3 แห่ง
บนโลก โมเลกุลคาร์บอนเหล่านี้เป็นองค์ประกอบพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต รอยด่างบนหินอาจบ่งชี้ว่าปฏิกิริยาเคมีโบราณที่เกิดขึ้นภายในนั้นเคยเอื้ออำนวยต่อจุลินทรีย์
เส้นสีขาวของแคลเซียมซัลเฟตเป็นหลักฐานชัดเจนว่า “น้ำ” ซึ่งมีความสำคัญต่อสิ่งมีชีวิต เคยไหลผ่านหินนี้ และจุดเสือดาวรูปร่างผิดปกติ ซึ่งเครื่องมือ PIXL ของยานสำรวจ ได้ตรวจพบธาตุเหล็กและฟอสเฟตภายในหิน
ทีมวิจัยยังพบร่องรอยของฮีมาไทต์ที่อาจพบได้ระหว่างแถบสีขาวของแคลเซียมซัลเฟตในหิน ฮีมาไทต์เป็นหนึ่งในแร่ธาตุที่ทำให้ดาวอังคารมีสีแดงอันเป็นเอกลักษณ์ จุดเสือดาวอาจเกิดขึ้นเมื่อปฏิกิริยาเคมีกับฮีมาไทต์เปลี่ยนหินจากสีแดงเป็นสีขาว ซึ่งสามารถปลดปล่อยธาตุเหล็กและฟอสเฟตออกมา และอาจทำให้เกิดวงแหวนสีดำขึ้นได้ ปฏิกิริยาดังกล่าวยังสามารถเป็นแหล่งพลังงานให้กับจุลินทรีย์ได้อีกด้วย
ทีมวิจัยบอกว่า ลักษณะดังกล่าวน่าจะเกิดจากการมีธาตุเหล็กฟอสเฟตและเหล็กซัลไฟด์ หรือแร่ธาตุวิเวียนไนต์และเกรไกต์ โดยทั่วไป แร่ธาตุเหล่านี้จะก่อตัวในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิต่ำและมีน้ำ
ดร.ไมเคิล ไทซ์ นักธรณีชีววิทยาและนักชีวดาราศาสตร์จากภาควิชาธรณีวิทยาและธรณีฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยเท็กซัสเอแอนด์เอ็ม ผู้ร่วมเขียนงานวิจัยกล่าวว่า “บนโลก สิ่งต่าง ๆ เช่นนี้บางครั้งก่อตัวขึ้นในตะกอนที่จุลินทรีย์กินสารอินทรีย์และ ‘หายใจ’ สนิมและซัลเฟต การปรากฏตัวของพวกมันบนดาวอังคารทำให้เกิดคำถามว่า กระบวนการที่คล้ายคลึงกันนี้อาจเกิดขึ้นที่นั่นได้หรือไม่”
ในการศึกษานี้ ผู้เขียนได้สำรวจสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ 2 กรณีเกี่ยวกับการก่อตัวของลักษณะหิน ได้แก่ จากการมีอยู่ของสิ่งมีชีวิตหรือจากการขาดสิ่งมีชีวิต
ไทซ์กล่าวว่า แม้ว่าจะมีความเป็นไปได้ที่ลักษณะบางอย่างอาจเกิดขึ้นจากปฏิกิริยาทางธรณีเคมีเพียงอย่างเดียวจากปฏิกิริยาระหว่างสารอินทรีย์และเหล็ก แต่กระบวนการดังกล่าวมักเกิดขึ้นที่อุณหภูมิค่อนข้างสูง ซึ่งทีมวิจัยไม่พบหลักฐาน
“ทุกวิถีทางที่เราใช้ตรวจสอบหินเหล่านี้บนยานสำรวจบ่งชี้ว่าหินเหล่านี้ไม่เคยได้รับความร้อนจนทำให้เกิดจุดเสือดาวและเมล็ดฝิ่น หากเป็นเช่นนั้น เราต้องพิจารณาอย่างจริงจังถึงความเป็นไปได้ที่หินเหล่านี้อาจเกิดจากสิ่งมีชีวิต เช่น แบคทีเรีย ที่อาศัยอยู่ในโคลนในทะเลสาบบนดาวอังคารเมื่อกว่า 3 พันล้านปีก่อน” ไทซ์อธิบาย
เชยาวาฟอลส์อาจเริ่มต้นจากส่วนผสมของโคลนที่ทับถมกันและสารประกอบอินทรีย์ ซึ่งในที่สุดก็แข็งตัวกลายเป็นหิน ต่อมา น้ำอาจซึมผ่านรอยแตกในหิน สะสมแร่ธาตุจนเกิดเป็นเส้นแคลเซียมซัลเฟตและจุดเสือดาว
ฮูโรวิตซ์กล่าวว่า “สิ่งที่น่าตื่นเต้นเกี่ยวกับการค้นพบเหล่านี้ การผสมผสานกันของโคลนและสารอินทรีย์ที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาจนก่อให้เกิดแร่ธาตุและเนื้อสัมผัสเหล่านี้ คือ เมื่อเราเห็นลักษณะเช่นนี้ มักเป็นผลพลอยได้จากกระบวนการเผาผลาญของจุลินทรีย์ที่กำลังกินสารอินทรีย์และสร้างแร่ธาตุเหล่านี้อันเป็นผลมาจากปฏิกิริยาเหล่านั้น”
ฮูโรวิตซ์ยังยอมรับว่า มีวิธีการที่ไม่ใช่ทางชีวภาพในการสร้างลักษณะต่าง ๆ เช่น จุดเสือดาว “สิ่งที่เราต้องทำต่อจากนี้คือการวิจัยเพิ่มเติมในห้องปฏิบัติการบนโลก และท้ายที่สุดคือนำตัวอย่างจากหินก้อนนี้กลับมายังโลก เพื่อที่เราจะได้ตัดสินใจขั้นสุดท้ายว่ากระบวนการใดที่ทำให้เกิดเนื้อสัมผัสอันน่าอัศจรรย์เหล่านี้”
แต่ปัจจุบันยังไม่ชัดเจนว่า นาซาจะส่งตัวอย่างเหล่านี้กลับมายังโลกอย่างไร เนื่องจากหน่วยงานกำลังพิจารณาข้อเสนอของทำเนียบขาวที่จะลดงบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ของนาซาลงเกือบครึ่งหนึ่ง
ดัฟฟีกล่าวว่า “เรากำลังพิจารณาวิธีการนำตัวอย่างเหล่านี้กลับคืนมา หรือตัวอย่างอื่นๆ กลับคืนมา สิ่งที่เราจะทำคือพิจารณางบประมาณของเรา พิจารณาจังหวะเวลา และอย่างที่เรารู้กัน เราจะใช้เงินอย่างไรให้คุ้มค่ากว่ากัน และอย่างที่เรารู้กัน เรามีเทคโนโลยีอะไรบ้างที่จะได้ตัวอย่างกลับมาได้เร็วขึ้น? และนั่นคือการวิเคราะห์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้”
นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า การส่งตัวอย่างกลับมายังโลกเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อตอบคำถามที่ว่าเคยมีสิ่งมีชีวิตอยู่บนดาวอังคารหรือไม่
เรียบเรียงจาก CNN