เมื่อวันที่ 29 เม.ย. ที่ผ่านมา องค์การอวกาศนาซา (NASA) เผยภาพถ่ายดาวเทียมชุดใหม่ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า กรุงเม็กซิโกซิตี เมืองหลวงของเม็กซิโก กำลังทรุดตัวลงในอัตราประมาณ 25 เซนติเมตรต่อปี ทำให้เป็นหนึ่งในมหานครที่ทรุดตัวเร็วที่สุดในโลก
เม็กซิโกซิตีเป็นหนึ่งในพื้นที่เมืองที่กว้างขวางและมีประชากรหนาแน่นที่สุดในโลก มีพื้นที่ประมาณ 7,800 ตารางกิโลเมตร และมีประชากรประมาณ 22 ล้านคน เมืองหลวงของเม็กซิโกและเมืองโดยรอบสร้างขึ้นบนพื้นทะเลสาบโบราณ ถนนหลายสายในใจกลางเมืองเคยเป็นคลอง
การสูบน้ำบาดาลเป็นวงกว้างและการพัฒนาเมืองได้ทำให้ชั้นหินอุ้มน้ำหดตัวลงอย่างมาก ส่งผลให้กรุงเม็กซิโกซิตีทรุดตัวลงมากว่าศตวรรษแล้ว ทำให้เห็นอนุสาวรีย์และอาคารเก่าแก่หลายแห่ง เช่น มหาวิหารเมโทรโพลิแทน ซึ่งเริ่มก่อสร้างในปี 1573 เอียงไปด้านข้างอย่างเห็นได้ชัด ชั้นหินอุ้มน้ำที่หดตัวลงยังส่งผลให้เกิดวิกฤตน้ำเรื้อรังซึ่งคาดว่าจะเลวร้ายลงเรื่อย ๆ
เอนริเก คาบราล นักวิจัยด้านธรณีฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติเม็กซิโก กล่าวว่า “มันสร้างความเสียหายให้กับโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญบางส่วนของเมืองเม็กซิโกซิตี เช่น รถไฟใต้ดิน ระบบระบายน้ำ ระบบน้ำประปา ระบบน้ำดื่ม บ้านเรือน และถนน มันเป็นปัญหาใหญ่มาก”
เมืองเม็กซิโกซิตีกำลังทรุดตัวลงอย่างรวดเร็วจนสามารถมองเห็นการทรุดตัวได้จากอวกาศ
ในบางส่วน การทรุดตัวเกิดขึ้นในอัตราเฉลี่ย 2 เซนติเมตรต่อเดือน ตามรายงานล่าสุดของนาซา เช่น ที่สนามบินนานาชาติเบนิโต ฮัวเรซ และอนุสาวรีย์เทวดาแห่งอิสรภาพ (The Angel of Independence)
โดยรวมแล้ว นั่นหมายถึงอัตราการทรุดตัวต่อปีประมาณ 24 เซนติเมตร เท่ากับว่า ในช่วงเวลาไม่ถึงหนึ่งศตวรรษ การทรุดตัวเกิดขึ้นมากกว่า 12 เมตร
“เรามีอัตราการทรุดตัวของพื้นดินที่เร็วที่สุดแห่งหนึ่งในโลก” คาบราลกล่าว
การประมาณการของนาซาอ้างอิงจากการวัดที่ดำเนินการระหว่างเดือน ต.ค. 2025 ถึง ม.ค. 2026 โดยดาวเทียมทรงพลังที่ชื่อ “NISAR” ซึ่งสามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงบนพื้นผิวโลกแบบเรียลไทม์ได้ โดยเป็นโครงการร่วมระหว่างนาซาและองค์การวิจัยอวกาศแห่งอินเดีย
พอล โรเซน นักวิทยาศาสตร์ของ NISAR กล่าวว่า “การบันทึกรายละเอียดของโลกจากอวกาศบอกเราบางอย่างเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงใต้พื้นผิว โดยพื้นฐานแล้วมันคือการบันทึกการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดภายในเมือง คุณสามารถเห็นขนาดของปัญหาทั้งหมดได้”
ทีมงานหวังว่าเมื่อเวลาผ่านไป จะสามารถซูมเข้าไปในพื้นที่เฉพาะเจาะจงได้มากขึ้น และในอนาคตจะสามารถวัดค่าได้ในระดับอาคารต่ออาคาร
นักวิจัยหวังที่จะประยุกต์ใช้เทคโนโลยีนี้ทั่วโลกเพื่อติดตามสิ่งต่าง ๆ เช่น ภัยพิบัติทางธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงของรอยเลื่อน ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภูมิภาคต่าง ๆ เช่น แอนตาร์กติกา
โรเซนกล่าวว่า เทคโนโลยีนี้สามารถนำมาใช้เสริมระบบเตือนภัยได้ เช่น ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์แจ้งเตือนรัฐบาลถึงความจำเป็นในการอพยพในกรณีที่ภูเขาไฟระเบิด
สำหรับเม็กซิโกซิตี เทคโนโลยีนี้ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งใหญ่ในการศึกษาปัญหาการทรุดตัวของพื้นดินและบรรเทาผลกระทบที่ร้ายแรงที่สุด
เรียบเรียงจาก Associated Press