การลาออกของนายกรัฐมนตรีเนปาล เค.พี. ชาร์มา โอลี เมื่อวันที่ 9 ก.ย. ที่ผ่านมา จากการประท้วงรุนแรงของประชาชนที่นำโดยกลุ่มคน Gen Z ต่อต้านการทุจริตและคำสั่งแบนโซเชียลมีเดีย ทำให้เนปาลต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนทางการเมืองครั้งใหม่
เนปาลได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่ค่อนข้างขาดเสถียรภาพทางการเมือง โดยในช่วง 17 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2008 เนปาลเปลี่ยนรัฐบาลมาแล้วถึง 14 ครั้ง (รวมการลาออกครั้งล่าสุดของโอลี) โดยไม่มีรัฐบาลใดอยู่จนครบวาระ 5 ปีเลย
ตามข้อมูลจากดัชนีรัฐเปราะบาง (Fragile State Index) ประจำปี 2024 พบว่า เนปาลอยู่ในอันดับที่ 57 ของประเทศที่เปราะบางและอ่อนแอที่สุดในโลก ซึ่งแม้จัไม่ใช่อันดับที่สูงนัด แต่การเมืองเนปาลที่ผ่านการเปลี่ยนแปลงมาหลายต่อหลายครั้ง ก็ทำให้เกิดสถานการณ์ที่ดูไม่แน่นอนอยู่เสมอ
1951
ในอดีต เนปาลถูกปกครองโดยระบอบกษัตริย์จากหลายราชวงศ์ รวมถึงราชวงศ์รานา ซึ่งปกครองโดยระบบที่การแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีใช้ลักษณะการสืบทอดตำแหน่ง
ราชวงศ์รานาถูกโค่นล้มในปี 1951 โดยขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยที่กำลังรุ่งเรือง และมีการสถาปนาระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาขึ้น
1961-1990
พระเจ้ามเหนทระแห่งเนปาลทรงสั่งยกเลิกระบบพรรคการเมืองในปี 1961 และทรงนำระบบการปกครองแบบรวมศูนย์ที่รวมอำนาจของพระองค์ ซึ่งเรียกว่า “ปัญจายัต”
ความไม่พอใจของประชาชนที่มีต่อระบบนี้เพิ่มขึ้นจนถึงจุดสูงสุดในปี 1990 เมื่อพรรคการเมืองบางพรรคเริ่มรณรงค์และจัดการชุมนุมประท้วงเพื่อฟื้นฟูประชาธิปไตยแบบหลายพรรค
การชุมนุมที่รู้จักกันในชื่อ “ขบวนการประชาชน” บีบให้พระเจ้าพิเรนทระทรงยกเลิกการห้ามพรรคการเมือง ส่งผลให้ระบบปัญจายัตสิ้นสุดลง
1996
กลุ่มเหมาอิสต์ฝ่ายซ้ายของเนปาลเริ่มใช้ความรุนแรงเพื่อแทนที่ระบบรัฐสภาของราชวงศ์ด้วยสาธารณรัฐประชาชน ซึ่งนำไปสู่สงครามกลางเมืองยาวนานกว่าทศวรรษและมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 17,000 คน
2006-2015
ประชาชนประท้วงต่อต้านระบอบกษัตริย์ในปี 2006 ซึ่งนำไปสู่การยกเลิกระบอบกษัตริย์ในปี 2008 ทำให้เนปาลกลายเป็นสาธารณรัฐประชาธิปไตยแบบสหพันธรัฐ และในปี 2015 เนปาลได้นำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาใช้
โดยสมเด็จพระเจ้าชญาเนนทระ กษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งเนปาล ทรงประทับในฐานะสามัญชนอยู่ ณ กรุงกาฐมาณฑุ
2015-ปัจจุบัน
เค.พี. ชาร์มา โอลี เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเนปาลเป็นครั้งแรกในเดือนตุลาคม 2015 และดำรงตำแหน่งรัฐบาลอยู่ประมาณ 1 ปี ก่อนจะได้รับการเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 2, 3 และ 4 ในปี 2018, 2021 และ 2024 ตามลำดับ
เรียบเรียงจาก Reuters