วันที่ 2 ต.ค. หน่วยงานป้องกันภัยพลเรือนฟิลิปปินส์รายงานว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากแผ่นดินไหวขนาด 6.9 แมกนิจูดบริเวณเกาะเซบู ทางตอนกลางของฟิลิปปินส์ ได้เพิ่มขึ้นเป็น 72 รายแล้ว
โดยจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 3 รายจากตัวเลขของเมื่อวันที่ 1 ต.ค. ขณะที่จำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บอยู่ที่ 294 ราย
แผ่นดินไหวครั้งนี้เกิดขึ้นบริเวณน่านน้ำนอกชายฝั่งเกาะเซบูในช่วงดึกวันที่ 30 ก.ย. ส่งผลให้สายไฟ สะพาน และอาคารหลายหลังได้รับความเสียหาย รวมถึงโบสถ์ที่มีอายุมากกว่า 100 ปี
แผ่นดินไหวครั้งนี้นับว่ามีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในฟิลิปปินส์ในรอบกว่า 10 ปี โดยเมื่อปี 2013 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.2 แมกนิจูดที่เกาะโบโฮล ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 222 ราย
สำหรับแผ่นดินไหวครั้งนี้ ทางการจังหวัดเซบูได้ประกาศภาวะภัยพิบัติตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่ 1 ต.ค. หลังจากผู้คนหลายพันคนต้องอยู่บนท้องถนนตลอดคืน ท่ามกลางอาฟเตอร์ช็อกที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ชาวเซบูคนหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่า เขาเป็นหนึ่งในคนเหล่านั้น โดยเสริมว่า ไฟฟ้าและน้ำประปาถูกตัด เขากล่าวว่า เสียงร้องไห้ของเด็ก ๆ ดังไปทั่วบริเวณ
เหยื่อแผ่นดินไหวส่วนใหญ่มาจากโบโก เมืองเล็ก ๆ และเป็นสถานที่ที่อยู่ใกล้กับศูนย์กลางแผ่นดินไหวมากที่สุด
ภาพที่ออกมาจากโบโกแสดงให้เห็นถุงบรรจุศพเรียงรายอยู่บนถนน และผู้คนหลายร้อยคนกำลังรับการรักษาในเต็นท์ เจ้าหน้าที่ได้เตือนถึง “ความเสียหายจำนวนมาก” ที่เกิดจากแผ่นดินไหว
ถนนที่บิดเบี้ยวและแตกร้าว รวมถึงสะพานที่พังทลาย ทำให้การเข้าถึงบริการฉุกเฉินทำได้ยาก สายไฟฟ้าในหลายพื้นที่ขาด ซึ่งหมายความว่าการติดต่อกับผู้ได้รับผลกระทบเป็นเรื่องยากเช่นกัน
เจ้าหน้าที่จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยดับเพลิงกล่าวว่า พวกเขากำลังให้ความสำคัญกับภารกิจค้นหาและกู้ภัย โดยเร่งฟื้นฟูไฟฟ้า และส่งมอบสิ่งของบรรเทาทุกข์ให้กับผู้ได้รับผลกระทบ
เมื่อเย็นวันที่ 1 ต.ค. โบโกเจออาฟเตอร์ช็อกอีกครั้ง ครั้งนี้มีขนาด 4.7 แมกนิจูด ซึ่งสามารถรับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือนในเมืองเซบูและหมู่เกาะเลย์เตที่อยู่ใกล้เคียง
ฟิลิปปินส์มีความเสี่ยงสูงต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติ เนื่องจากตั้งอยู่บน “วงแหวนแห่งไฟ” ซึ่งเกิดแผ่นดินไหวและภูเขาไฟปะทุบ่อยครั้ง