WorldBank2026 WorldBank2026

เปิด 9 สถานการณ์เสี่ยงเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ 2026 จับตาบทบาท "ทรัมป์"

โดย PPTV Online

เผยแพร่

จับตาเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ 2026 เปิด 9 สถานการณ์เสี่ยงรัฐบาลทรัมป์อาจเข้ามามีบทบาท ตั้งแต่ข้อกล่าวหาทุจริตเลือกตั้ง ไปจนถึงการชะลอรับรองผล

การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในเดือน พ.ย. กำลังถูกจับตามองไม่เพียงเพราะจะเป็นตัวตัดสินว่า พรรคใดจะครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรสและตำแหน่งสำคัญระดับรัฐ แต่ยังรวมถึงคำถามว่า รัฐบาลกลางภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะเข้ามามีบทบาทต่อกระบวนการเลือกตั้งมากเพียงใด

สำนักข่าวรอยเตอร์ส ได้สัมภาษณ์เจ้าหน้าที่จัดการเลือกตั้ง ผู้เชี่ยวชาญ และนักกฎหมายด้านการเลือกตั้งมากกว่า 50 คน พร้อมตรวจสอบคำพูดของทรัมป์ เอกสารศาล และการดำเนินงานของหน่วยงานรัฐบาลกลาง

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ Reuters/Evan Vucci
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ

ก่อนสรุปออกมาเป็น 9 สถานการณ์สำคัญ ที่อาจกลายเป็นจุดเสี่ยงก่อนและหลังวันเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากย้ำว่า รัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ให้อำนาจรัฐต่าง ๆ อย่างกว้างขวางในการจัดการเลือกตั้ง และที่ผ่านมาศาลก็เคยมีคำสั่งขัดขวางความพยายามหลายอย่างของรัฐบาลทรัมป์ รวมถึงการจำกัดการลงคะแนนทางไปรษณีย์และการเข้าถึงข้อมูลทะเบียนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เป็นความลับ

ความกังวลสำคัญจึงอาจไม่ใช่การดำเนินการเพียงครั้งเดียวที่จะเปลี่ยนผลเลือกตั้งโดยตรง แต่เป็นการสอบสวน คดีความ และข้อพิพาทหลายระลอกที่อาจทำให้ การนับคะแนนและรับรองผลล่าช้า สร้างความสับสน และบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชน ขณะที่ทำเนียบขาวยืนยันว่า เป้าหมายของรัฐบาลคือปกป้องความสุจริตและความปลอดภัยของการเลือกตั้ง

กล่าวหาโกงเลือกตั้งหรือเครื่องลงคะแนนถูกแทรกแซง

สถานการณ์แรกที่เจ้าหน้าที่และผู้เชี่ยวชาญจับตาคือ การที่ทรัมป์หรือพันธมิตรอาจออกมากล่าวหาว่ามีการทุจริต หากผลเลือกตั้งบางพื้นที่ไม่เป็นไปตามที่ต้องการ

ข้อกล่าวหาที่ปรากฏบ่อยในอดีต ได้แก่ มีผู้ไม่มีสัญชาติสหรัฐฯ แอบลงคะแนน เครื่องลงคะแนนถูกควบคุมหรือแก้ไข เจ้าหน้าที่เลือกตั้งจัดการบัตรอย่างไม่ถูกต้อง หรือคะแนนที่ถูกนับล่าช้ามีความผิดปกติ

สำนักข่าวรอยเตอร์ส ระบุว่า แม้ข้อกล่าวหาบางเรื่องจะถูกหักล้างในภายหลัง แต่สามารถแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว และถูกนำไปใช้เป็นเหตุผลในการท้าทายผลเลือกตั้งได้

เมื่อเดือนมิถุนายน ทรัมป์เคยกล่าวโดยไม่ได้แสดงหลักฐานว่า ระบบเลือกตั้งของรัฐแคลิฟอร์เนียถูกจัดฉาก หลังผู้สมัครที่เขาสนับสนุนมีแนวโน้มพ่ายแพ้

ในทางกลับกัน นักวิจัยอิสระและหน่วยงานรัฐบาลยอมรับว่า ระบบการลงคะแนนก็มีช่องโหว่ด้านความปลอดภัยเช่นเดียวกับโครงสร้างพื้นฐานสำคัญอื่น ๆ แต่ยังไม่มีหลักฐานว่าช่องโหว่เหล่านั้นถูกใช้เพื่อเปลี่ยนแปลงคะแนนเสียง

กดดันเจ้าหน้าที่ให้เปลี่ยนหรือชะลอการรับรองผล

อีกสถานการณ์คือ การกดดันเจ้าหน้าที่เลือกตั้ง สมาชิกสภานิติบัญญัติของรัฐ หรือหน่วยงานระดับรัฐ ให้ปฏิเสธหรือเลื่อนการรับรองผลเลือกตั้ง โดยอ้างเรื่องการโกงหรือการแทรกแซงจากต่างชาติ

ผู้เชี่ยวชาญชี้ไปที่เหตุการณ์หลังการเลือกตั้งปี 2020 เป็นตัวอย่าง

ในขณะนั้น ทรัมป์เคยโทรศัพท์ถึงแบรด ราฟเฟนสเปอร์เกอร์ เลขาธิการรัฐจอร์เจีย และขอให้เขาหาคะแนนเพิ่มอีก 11,780 คะแนน ซึ่งเพียงพอจะพลิกผลเลือกตั้งในรัฐ ทว่าราฟเฟนสเปอร์เกอร์ซึ่งเป็นสมาชิกพรรครีพับลิกันปฏิเสธคำร้องดังกล่าว

สำนักข่าวรอยเตอร์ส ระบุว่า ความกังวลในปีนี้เพิ่มขึ้น เพราะเจ้าหน้าที่ระดับรัฐจำนวนหนึ่งที่ยอมรับข้อกล่าวหาว่าการเลือกตั้งปี 2020 ถูกขโมย ปัจจุบันมีอำนาจกำกับดูแลการเลือกตั้งในหลายรัฐ

ยึดบัตรเลือกตั้งหรือเครื่องลงคะแนน

เจ้าหน้าที่บางส่วนยังกังวลว่า หน่วยงานรัฐบาลกลางอาจใช้หมายค้นหรือหมายเรียกเพื่อขอหรือยึด บัตรเลือกตั้ง เครื่องลงคะแนน และเอกสารการเลือกตั้ง

แม้สามารถทำได้ภายใต้กระบวนการทางกฎหมายในบางกรณี แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า หากเกิดขึ้นระหว่างการนับคะแนน อาจทำให้กระบวนการหยุดชะงัก และสร้างปัญหากับระบบติดตามว่าใครเป็นผู้ถือครองบัตรหรืออุปกรณ์ในแต่ละช่วงเวลา

เมื่อต้นปี เจ้าหน้าที่สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ หรือ เอฟบีไอ เคยเข้าตรวจค้นสำนักงานเลือกตั้งในเทศมณฑลฟุลตัน รัฐจอร์เจีย และยึดกล่องเอกสารเกี่ยวกับการเลือกตั้งปี 2020 หลายร้อยกล่อง หลังรัฐบาลทรัมป์นำข้อกล่าวหาเรื่องความผิดปกติกลับมาตรวจสอบอีกครั้ง

กระทรวงยุติธรรมยืนยันว่า การตรวจค้นดำเนินไปตามกระบวนการปกติและมีหมายที่ศาลอนุมัติ

ตั้งข้อสังเกต เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางประจำหน่วยเลือกตั้งอาจทำเกินขอบเขต

กระทรวงยุติธรรมวางแผนส่ง เจ้าหน้าที่ตรวจสอบการเลือกตั้งของรัฐบาลกลาง 1,000 คน ในการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้ มากที่สุดในประวัติศาสตร์ และเกือบสองเท่าจาก 590 คนในปี 2024

ตามปกติ กระทรวงยุติธรรมส่งเจ้าหน้าที่ไปยังหน่วยเลือกตั้งเพื่อตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎหมายสิทธิพลเมืองและกฎหมายเลือกตั้ง เช่น การอำนวยความสะดวกแก่ผู้พิการ

แต่เหตุการณ์ในรัฐไวโอมิงเมื่อเดือนสิงหาคม ทำให้บางรัฐกังวล หลังเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางพยายามสัมภาษณ์ผู้มีสิทธิเลือกตั้งและขอตรวจสอบอุปกรณ์ลงคะแนน ซึ่งเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นไม่อนุญาต

กระทรวงยุติธรรมปฏิเสธว่าเจ้าหน้าที่ทำผิด และยืนยันว่าการส่งผู้ตรวจสอบมีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิผู้มีสิทธิเลือกตั้งและบังคับใช้กฎหมายรัฐบาลกลาง

ICE ปรากฏตัวใกล้จุดเลือกตั้ง

อีกประเด็นที่ถูกจับตาคือ สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ หรือ ICE เจ้าหน้าที่และนักกฎหมายบางส่วนกังวลว่า หากเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองปรากฏตัวในพื้นที่ใกล้หน่วยเลือกตั้ง อาจทำให้ประชาชนบางกลุ่มไม่กล้าออกมาใช้สิทธิ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีชุมชนผู้อพยพจำนวนมาก

ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระบุว่า การส่งเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางติดอาวุธเข้าไปประจำคูหาเลือกตั้งโดยตรงมีแนวโน้มขัดต่อกฎหมาย แต่ ICE ยังสามารถปฏิบัติภารกิจบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่ใกล้เคียงได้

กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิระบุว่า ICE ไม่มีแผนปฏิบัติการที่มุ่งเป้าไปยังหน่วยเลือกตั้ง แต่หากเกิดเหตุร้ายแรง เจ้าหน้าที่อาจเข้าไปช่วยตำรวจท้องถิ่นได้

ส่งทหารไปยังพื้นที่เลือกตั้ง

หนึ่งในสถานการณ์ที่รุนแรงที่สุดคือ ความเป็นไปได้ที่จะมีการใช้กองทัพเข้ามาเกี่ยวข้อง ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนตั้งสมมติฐานว่า ทรัมป์อาจพยายามใช้กฎหมายปราบจลาจล (Insurrection Act) หรือกฎหมายที่ให้อำนาจประธานาธิบดีใช้กองกำลังรับมือการจลาจลและวิกฤตภายในประเทศ โดยอ้างเหตุ เช่น ความวุ่นวายจากกลุ่มการเมืองหรือข้อกล่าวหาว่ารัฐปล่อยให้ผู้ไม่มีสัญชาติลงคะแนน

อย่างไรก็ตาม แม้กฎหมายปราบจลาจลจะเป็นข้อยกเว้นต่อข้อจำกัดบางอย่างในการใช้ทหารภายในประเทศ แต่กฎหมายรัฐบาลกลางฉบับอื่นยังห้ามทหารเข้าไปประจำหน่วยเลือกตั้ง แทรกแซงการจัดการเลือกตั้ง หรือข่มขู่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

ทั้งนี้ พล.อ.แดน เคน ประธานคณะเสนาธิการร่วม ยืนยันเมื่อเดือนสิงหาคมว่า กองทัพ ไม่มีแผนส่งทหารไปยังหน่วยเลือกตั้งหรือยึดอุปกรณ์การเลือกตั้ง

ประกาศภาวะฉุกเฉินแห่งชาติ

พันธมิตรบางส่วนของทรัมป์เสนอให้พิจารณาประกาศ ภาวะฉุกเฉินแห่งชาติ หากมีข้อกล่าวหาเรื่องการโกงเลือกตั้งหรือการแทรกแซงจากต่างชาติ แนวคิดดังกล่าวถูกมองว่าอาจถูกใช้เป็นเหตุผลให้รัฐบาลกลางเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เช่น เรียกร้องให้ใช้การนับคะแนนด้วยมือ

แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายจำนวนมากระบุว่า การประกาศภาวะฉุกเฉินไม่ได้ทำให้ประธานาธิบดีมีอำนาจตามรัฐธรรมนูญในการเข้าควบคุมการจัดการเลือกตั้ง ซึ่งยังเป็นหน้าที่หลักของแต่ละรัฐ

สิ่งที่น่ากังวลมากกว่าคือ หากมีความพยายามดังกล่าวจริง อาจนำไปสู่คดีความ ความสับสน และการรับรองผลที่ล่าช้า ขณะศาลพิจารณาขอบเขตอำนาจของประธานาธิบดี ซึ่งทรัมป์เคยตอบคำถามเรื่องนี้ว่า เขาไม่ตัดความเป็นไปได้ใดออก

สอบสวนหรือดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่เลือกตั้ง

กระทรวงยุติธรรมของรัฐบาลทรัมป์ส่งหนังสือถึงเจ้าหน้าที่เลือกตั้งระดับสูงของทุกรัฐเมื่อเดือน ก.ค. เตือนว่า เจ้าหน้าที่ระดับรัฐและท้องถิ่นอาจถูกดำเนินคดี หากรัฐบาลกลางเห็นว่าจงใจปล่อยให้ผู้ไม่มีสัญชาติลงคะแนน หรือไม่ดำเนินการเพียงพอในการนำบุคคลเหล่านั้นออกจากทะเบียนผู้มีสิทธิ

เจ้าหน้าที่เลือกตั้งจากทั้งสองพรรคบางส่วนมองว่า หนังสือดังกล่าวเป็นการข่มขู่โดยไม่มีเหตุผล ขณะที่กระทรวงยุติธรรมยืนยันว่าเป็นเพียงการย้ำเตือนถึงหน้าที่ตามกฎหมายรัฐบาลกลาง

แม้สุดท้ายจะไม่มีการตั้งข้อหา เจ้าหน้าที่บางคนเตือนว่า เพียงแค่ถูกสอบสวน ต้องตอบหมายเรียก ส่งเอกสาร หรือเข้าสัมภาษณ์ ก็อาจดึงเวลาและทรัพยากรจากสำนักงานเลือกตั้งที่มีภาระงานสูงอยู่แล้ว

สภาคองเกรสชะลอรับรองสมาชิกที่ชนะเลือกตั้ง

สถานการณ์สุดท้ายอยู่หลังวันเลือกตั้ง ผู้เชี่ยวชาญตั้งสมมติฐานว่า ทรัมป์อาจกดดันผู้นำพรรครีพับลิกันในสภาคองเกรสให้ใช้ขั้นตอนต่าง ๆ เพื่อชะลอหรือท้าทายการเข้ารับตำแหน่งของผู้สมัครเดโมแครตในเขตที่ผลสูสี

อย่างไรก็ตาม นักกฎหมายจำนวนมากเห็นว่า ผู้นำสภาไม่สามารถปฏิเสธผู้ชนะที่รัฐรับรองอย่างถูกต้องได้ง่าย ๆ และศาลมีแนวโน้มเข้ามาแทรกแซงหากเจ้าหน้าที่สภาปฏิเสธหน้าที่ตามกฎหมาย

สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญกังวลมากกว่าคือ หากข้อพิพาทยังไม่ยุติหรือบางรัฐรับรองผลล่าช้า อาจทำให้ บางที่นั่งยังว่างอยู่ในวันที่สภาคองเกรสชุดใหม่เปิดประชุม 3 มกราคม หากสภาผู้แทนราษฎรมีเสียงสูสีกันมาก ที่นั่งที่ยังว่างแม้เพียงไม่กี่ตำแหน่งอาจส่งผลต่อการเลือกประธานสภาและดุลอำนาจชั่วคราว

ที่มา: Reuters

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ