พีต เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เปิดเผยว่า สหรัฐฯ ได้โจมตีเรือที่ถูกกล่าวหาว่าลักลอบขนยาเสพติดเมื่อวันที่ 3 ต.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 4 ราย
เฮกเซธกล่าวว่า เขาสั่งการการโจมตีครั้งนี้ตามคำสั่งของทรัมป์ โดยดูเหมือนจะเป็นการโจมตีเรือเวเนซุเอลาครั้งที่ 4 แล้วในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา
เฮกเซธให้รายละเอียดเพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับเรือลำดังกล่าวหรือหลักฐานที่บ่งชี้ว่ากำลังขนยาเสพติดจริงหรือไม่
“การโจมตีเกิดขึ้นในน่านน้ำสากลนอกชายฝั่งเวเนซุเอลา ขณะที่เรือลำดังกล่าวกำลังขนส่งยาเสพติดปริมาณมาก โดยมุ่งหน้าไปยังอเมริกาเพื่อวางยาพิษประชาชนของเรา” เฮกเซธกล่าว
เขาเสริมว่า “หน่วยข่าวกรองของเรายืนยันได้อย่างไม่ต้องสงสัยว่าเรือลำนี้กำลังลักลอบขนยาเสพติด ผู้ที่อยู่บนเรือเป็นผู้ก่อการร้ายค้ายาเสพติด และพวกเขากำลังปฏิบัติการบนเส้นทางขนส่งยาเสพติดที่เป็นที่รู้จัก”
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียง 1 วันหลังจากที่รัฐบาลประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แจ้งต่อรัฐสภาว่า “กำลังเข้าสู่ความขัดแย้งทางอาวุธที่ไม่ใช่ระหว่างประเทศ” ครั้งใหม่กับกลุ่มค้ายาเสพติด
รัฐบาลทรัมป์ได้ส่งหนังสือแจ้งประเด็นดังกล่าวต่อรัฐสภาในรูปแบบของบันทึกข้อความ โดยพยายามหาเหตุผลทางกฎหมายในการใช้กำลังทหารที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ต่อเรือที่ถูกกล่าวหาว่าขนยาเสพติดมาจากเวเนซุเอลา
จนถึงสัปดาห์นี้ รัฐบาลทรัมป์ได้อ้างว่า เรือขนยาเสพติดเหล่านี้เป็นของ Tren de Aragua และกลุ่มค้ายาอื่น ๆ และกำหนดให้เป็นองค์กรก่อการร้ายต่างประเทศ (FTO)
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมองว่า การเรียกกลุ่มค้ายาว่าเป็น FTO เพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้รัฐบาลมีอำนาจในการใช้กำลังถึงชีวิตเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด
เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวพยายามหาเหตุผลสนับสนุนการโจมตีทั้งภายในและภายนอกประเทศ โดยอ้างว่าทรัมป์ใช้อำนาจตามมาตรา 2 ซึ่งอนุญาตให้ประธานาธิบดีใช้กำลังทหารในการป้องกันตนเองในภารกิจที่จำกัด
รัฐบาลทรัมป์อ้างว่า Tren de Aragua ได้แทรกซึมเข้าไปในระบอบการปกครองของประธานาธิบดีเวเนซุเอลา นิโคลัส มาดูโร ดังนั้นการที่สมาชิกกลุ่มค้ายาอยู่ในสหรัฐฯ จึงเท่ากับเป็น “การรุกราน” โดยประเทศอื่น
แต่รัฐบาลยังไม่ได้แสดงหลักฐานที่ชัดเจนว่าเรือของ Tren de Aragua ได้กลายเป็นเครื่องมือของรัฐบาลเวเนซุเอลาจริงหรือไม่
การโจมตีเรือที่อ้างว่าขนยาเสพติด 3 ลำในทะเลแคริบเบียนก่อนหน้านี้ คร่าชีวิตผู้คนไป 17 ราย ก่อให้เกิดกระแสความไม่พอใจอย่างกว้างขวางทั่วโลก แต่ล่าสุดเฮกเซธยืนยันว่า “การโจมตีเหล่านี้จะดำเนินต่อไปจนกว่าการโจมตีชาวอเมริกันจะสิ้นสุดลง!”
เรียบเรียงจาก The Guardian