ย้อนการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ หลัง “ทรัมป์” สั่งให้ทำอีกครั้งในรอบ 30 ปี

โดย PPTV Online

เผยแพร่

เปิดข้อมูลการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ในอดีต วิเคราะห์เหตุผลทำไม “ทรัมป์” สั่งให้สหรัฐฯ กลับมาทดสอบอีกครั้งหลังหยุดไป 33 ปี

จากกรณีเมื่อวันที่ 30 ต.ค. 2025 ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้สั่งการให้กระทรวงกลาโหมและกองทัพสหรัฐฯ กลับมาทดสอบอาวุธนิวเคลียร์อีกครั้ง หลังจากห่างหายไปนานถึง 33 ปี

นั่นทำให้เกิดคำถามตามมาว่า ก่อนหน้านี้มีการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์มาแล้วกี่ครั้ง เหตุใดสหรัฐฯ จึงระงับไปนานมากกว่า 30 ปี และทำไมประธานาธิบดีทรัมป์จึงตัดสินใจสั่งให้ริเริ่มทดสอบอีกครั้ง?

ทำไมต้องทดสอบอาวุธนิวเคลียร์? หลัง “ทรัมป์” สั่งให้ทำอีกครั้งในรอบ 30 ปี Reuters/Reuters
สหรัฐฯ ใช้อาวุธนิวเคลียร์ที่เมืองนางาซากิ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อปี 1945

ยุคนิวเคลียร์ทำไมถึงยุติลง?

สหรัฐฯ เข้าสู่ยุคนิวเคลียร์อย่างเป็นทางการในเดือน ก.ค. 1945 หลังการทดสอบระเบิดปรมาณูขนาด 20 กิโลตันที่เมืองอะลาโมกอร์โด รัฐนิวเม็กซิโก จากนั้นจึงทิ้งระเบิดปรมาณูลงที่เมืองฮิโรชิมาและนางาซากิของญี่ปุ่นในเดือน ส.ค. ปีเดียวกัน เพื่อบีบให้ญี่ปุ่นยอมแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2

ทางด้านของสหภาพโซเวียตสร้างความตกตะลึงให้กับชาติตะวันตกด้วยการจุดชนวนระเบิดนิวเคลียร์ลูกแรกในเดือน ส.ค. 1949

หลังจากนั้น มหาอำนาจทั้งสองรวมถึงประเทศอื่น ๆ ได้ดำเนินการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์เป็นเวลาต่อเนื่องยาวนานกว่า 50 ปี รวมมีการทดลองนิวเคลียร์มากกว่า 2,000 ครั้ง

ตามข้อมูลของสหประชาชาติ สหรัฐฯ ทดสอบ 1,032 ครั้ง สหภาพโซเวียต 715 ครั้ง สหราชอาณาจักร 45 ครั้ง ฝรั่งเศส 210 ครั้ง และจีน 45 ครั้ง

กระทั่งปี 1996 ได้มีการลงนามสนธิสัญญาห้ามการทดลองนิวเคลียร์โดยสมบูรณ์ (CTBT) จากความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อพื้นดิน ใต้ดิน ใต้น้ำ ต่อสุขภาพของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม

ผลกระทบจากการทดสอบนิวเคลียร์ของชาติตะวันตกในมหาสมุทรแปซิฟิก และการทดสอบของสหภาพโซเวียตในคาซัคสถานและอาร์กติก มีผลต่อทั้งสิ่งแวดล้อมและประชาชน

นักเคลื่อนไหวกล่าวว่า ประชาชนหลายล้านคนทั้งในภูมิภาคมหาสมุทรแปซิฟิกและคาซัคสถานมีที่ดินปนเปื้อนจากการทดสอบนิวเคลียร์ ต้องเผชิญกับปัญหาด้านสุขภาพมานานหลายทศวรรษ

สนธิสัญญา CTBT ห้ามมิให้ทุกคนและทุกประเทศที่ลงนามทำการระเบิดนิวเคลียร์ สนธิสัญญานี้ลงนามโดยรัสเซียในปี 1996 และให้สัตยาบันในปี 2000 ส่วนสหรัฐฯ ลงนามในปี 1996 แต่ยังไม่ได้ให้สัตยาบัน

สหรัฐฯ ทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ครั้งสุดท้ายในปี 1992 และไม่ได้ทำอีกเลยนับตั้งแต่นั้นรวมเป็นระยะเวลา 33 ปี

ส่วนจีนและฝรั่งเศสยุติการทดสอบไปในปี 1996 และสหภาพโซเวียตหยุดไป 1 ปีก่อนล่มสลาย ขณะที่รัสเซียซึ่งสืบทอดคลังอาวุธนิวเคลียร์ของโซเวียตส่วนใหญ่มาไม่เคยทดสอบอาวุธนิวเคลียร์เลย

อย่างไรก็ตาม หลังมีสนธิสัญญา CTBT มีการทดสอบนิวเคลียร์เกิดขึ้น 10 ครั้ง เป็นการทดสอบของอินเดีย 2 ครั้ง ปากีสถาน 2 ครั้ง และเกาหลีเหนือ 6 ครั้ง ตามข้อมูลของสหประชาชาติ

ทั้งนี้ ในปี 2023 ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ได้เพิกถอนการให้สัตยาบัน CTBT ของรัสเซียอย่างเป็นทางการ

นั่นทำให้ในปลายเดือน ต.ค. 2025 รัสเซียจัดการซ้อมรบนิวเคลียร์ และได้ทดสอบขีปนาวุธร่อนพลังงานนิวเคลียร์และตอร์ปิโดพลังงานนิวเคลียร์ แต่ยังไม่ได้ทดสอบหัวรบนิวเคลียร์

ทำไมทรัมป์ถึงต้องการให้สหรัฐฯ ทดสอบอาวุธนิวเคลียร์อีกครั้ง?

ทรัมป์อ้างว่า การกลับมาทดสอบอาวุธนิวเคลียร์เพื่อตอบโต้การทดสอบนิวเคลียร์โดยประเทศคู่แข่ง และบอกว่า “สหรัฐฯ มีอาวุธนิวเคลียร์มากกว่าประเทศอื่น ๆ” โดยระบุว่า รัสเซียอยู่ในอันดับ 2 และจีนเป็นอันดับ 3

ทรัมป์กล่าวว่า “เนื่องจากมีโครงการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ของประเทศอื่น ๆ เกิดขึ้น ผมจึงได้สั่งการให้กระทรวงกลาโหมเริ่มทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ของเราอย่างเท่าเทียมกัน กระบวนการนี้จะเริ่มต้นในทันที”

อย่างไรก็ตาม คาดว่าความเคลื่อนไหวของทรัมป์อาจเพื่อรวบรวมข้อมูล หรือเพื่อส่งสัญญาณ

การทดสอบจะเป็นหลักฐานว่า อาวุธนิวเคลียร์ชนิดใหม่จะทำอะไรได้บ้าง และอาวุธรุ่นเก่ายังคงใช้งานได้หรือไม่

ในปี 2020 หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์รายงานว่า รัฐบาลสมัยแรกของประธานาธิบดีทรัมป์เคยหารือกันว่าจะกลับมาเริ่มทดสอบอาวุธนิวเคลียร์หรือไม่

นอกเหนือจากการให้ข้อมูลทางเทคนิคแล้ว การทดสอบดังกล่าวจะถูกมองว่าเป็นการยืนยันอำนาจทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ต่อรัสเซียและจีน รวมถึงชาติอื่น ๆ ที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์

ปูตินได้เตือนซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า หากสหรัฐฯ กลับมาทดสอบนิวเคลียร์อีกครั้ง รัสเซียก็จะทำเช่นเดียวกัน ปูตินกล่าวว่า การแข่งขันอาวุธนิวเคลียร์ระดับโลกกำลังดำเนินไป

จำนวนหัวรบนิวเคลียร์ที่แต่ละประเทศมีนั้นเป็นความลับ แต่ตามข้อมูลของสหพันธ์นักวิทยาศาสตร์อเมริกัน คาดว่ารัสเซียมีหัวรบนิวเคลียร์รวมประมาณ 5,459 หัวรบ ขณะที่สหรัฐฯ มีประมาณ 5,177 หัวรบ ตัวเลขเหล่านี้รวมถึงหัวรบที่ประจำการ สะสม และปลดประจำการแล้ว

ขณะที่สมาคมควบคุมอาวุธ (Arms Control Association) ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ระบุว่า สหรัฐฯ มีหัวรบนิวเคลียร์สำรอง 5,225 หัวรบ และรัสเซียมี 5,580 หัวรบ

มีข้อมูลว่า ในปี 1986 คลังเก็บหัวรบนิวเคลียร์ทั่วโลกมีหัวรบนิวเคลียร์รวมกันกว่า 70,000 หัวรบ ส่วนใหญ่อยู่ในสหภาพโซเวียตและสหรัฐฯ แต่หลังจากนั้นก็ลดลงเหลือประมาณ 12,000 หัวรบ ซึ่งส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในรัสเซียและสหรัฐฯ

จีนเป็นมหาอำนาจนิวเคลียร์อันดับ 3 ของโลก โดยสหพันธ์นักวิทยาศาสตร์อเมริกันคาดว่ามีหัวรบนิวเคลียร์ 600 หัวรบ ฝรั่งเศสมี 290 หัวรบ สหราชอาณาจักร 225 หัวรบ อินเดีย 180 หัวรบ ปากีสถาน 170 หัวรบ อิสราเอล 90 หัวรบ และเกาหลีเหนือ 50 หัวรบ

 

เรียบเรียงจาก Reuters

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ