จากกรณีเมื่อวันที่ 30 ต.ค. 2025 ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้สั่งการให้กระทรวงกลาโหมและกองทัพสหรัฐฯ กลับมาทดสอบอาวุธนิวเคลียร์อีกครั้ง หลังจากห่างหายไปนานถึง 33 ปี
นั่นทำให้เกิดคำถามตามมาว่า ก่อนหน้านี้มีการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์มาแล้วกี่ครั้ง เหตุใดสหรัฐฯ จึงระงับไปนานมากกว่า 30 ปี และทำไมประธานาธิบดีทรัมป์จึงตัดสินใจสั่งให้ริเริ่มทดสอบอีกครั้ง?
ยุคนิวเคลียร์ทำไมถึงยุติลง?
สหรัฐฯ เข้าสู่ยุคนิวเคลียร์อย่างเป็นทางการในเดือน ก.ค. 1945 หลังการทดสอบระเบิดปรมาณูขนาด 20 กิโลตันที่เมืองอะลาโมกอร์โด รัฐนิวเม็กซิโก จากนั้นจึงทิ้งระเบิดปรมาณูลงที่เมืองฮิโรชิมาและนางาซากิของญี่ปุ่นในเดือน ส.ค. ปีเดียวกัน เพื่อบีบให้ญี่ปุ่นยอมแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2
ทางด้านของสหภาพโซเวียตสร้างความตกตะลึงให้กับชาติตะวันตกด้วยการจุดชนวนระเบิดนิวเคลียร์ลูกแรกในเดือน ส.ค. 1949
หลังจากนั้น มหาอำนาจทั้งสองรวมถึงประเทศอื่น ๆ ได้ดำเนินการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์เป็นเวลาต่อเนื่องยาวนานกว่า 50 ปี รวมมีการทดลองนิวเคลียร์มากกว่า 2,000 ครั้ง
ตามข้อมูลของสหประชาชาติ สหรัฐฯ ทดสอบ 1,032 ครั้ง สหภาพโซเวียต 715 ครั้ง สหราชอาณาจักร 45 ครั้ง ฝรั่งเศส 210 ครั้ง และจีน 45 ครั้ง
กระทั่งปี 1996 ได้มีการลงนามสนธิสัญญาห้ามการทดลองนิวเคลียร์โดยสมบูรณ์ (CTBT) จากความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อพื้นดิน ใต้ดิน ใต้น้ำ ต่อสุขภาพของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม
ผลกระทบจากการทดสอบนิวเคลียร์ของชาติตะวันตกในมหาสมุทรแปซิฟิก และการทดสอบของสหภาพโซเวียตในคาซัคสถานและอาร์กติก มีผลต่อทั้งสิ่งแวดล้อมและประชาชน
นักเคลื่อนไหวกล่าวว่า ประชาชนหลายล้านคนทั้งในภูมิภาคมหาสมุทรแปซิฟิกและคาซัคสถานมีที่ดินปนเปื้อนจากการทดสอบนิวเคลียร์ ต้องเผชิญกับปัญหาด้านสุขภาพมานานหลายทศวรรษ
สนธิสัญญา CTBT ห้ามมิให้ทุกคนและทุกประเทศที่ลงนามทำการระเบิดนิวเคลียร์ สนธิสัญญานี้ลงนามโดยรัสเซียในปี 1996 และให้สัตยาบันในปี 2000 ส่วนสหรัฐฯ ลงนามในปี 1996 แต่ยังไม่ได้ให้สัตยาบัน
สหรัฐฯ ทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ครั้งสุดท้ายในปี 1992 และไม่ได้ทำอีกเลยนับตั้งแต่นั้นรวมเป็นระยะเวลา 33 ปี
ส่วนจีนและฝรั่งเศสยุติการทดสอบไปในปี 1996 และสหภาพโซเวียตหยุดไป 1 ปีก่อนล่มสลาย ขณะที่รัสเซียซึ่งสืบทอดคลังอาวุธนิวเคลียร์ของโซเวียตส่วนใหญ่มาไม่เคยทดสอบอาวุธนิวเคลียร์เลย
อย่างไรก็ตาม หลังมีสนธิสัญญา CTBT มีการทดสอบนิวเคลียร์เกิดขึ้น 10 ครั้ง เป็นการทดสอบของอินเดีย 2 ครั้ง ปากีสถาน 2 ครั้ง และเกาหลีเหนือ 6 ครั้ง ตามข้อมูลของสหประชาชาติ
ทั้งนี้ ในปี 2023 ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ได้เพิกถอนการให้สัตยาบัน CTBT ของรัสเซียอย่างเป็นทางการ
นั่นทำให้ในปลายเดือน ต.ค. 2025 รัสเซียจัดการซ้อมรบนิวเคลียร์ และได้ทดสอบขีปนาวุธร่อนพลังงานนิวเคลียร์และตอร์ปิโดพลังงานนิวเคลียร์ แต่ยังไม่ได้ทดสอบหัวรบนิวเคลียร์
ทำไมทรัมป์ถึงต้องการให้สหรัฐฯ ทดสอบอาวุธนิวเคลียร์อีกครั้ง?
ทรัมป์อ้างว่า การกลับมาทดสอบอาวุธนิวเคลียร์เพื่อตอบโต้การทดสอบนิวเคลียร์โดยประเทศคู่แข่ง และบอกว่า “สหรัฐฯ มีอาวุธนิวเคลียร์มากกว่าประเทศอื่น ๆ” โดยระบุว่า รัสเซียอยู่ในอันดับ 2 และจีนเป็นอันดับ 3
ทรัมป์กล่าวว่า “เนื่องจากมีโครงการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ของประเทศอื่น ๆ เกิดขึ้น ผมจึงได้สั่งการให้กระทรวงกลาโหมเริ่มทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ของเราอย่างเท่าเทียมกัน กระบวนการนี้จะเริ่มต้นในทันที”
อย่างไรก็ตาม คาดว่าความเคลื่อนไหวของทรัมป์อาจเพื่อรวบรวมข้อมูล หรือเพื่อส่งสัญญาณ
การทดสอบจะเป็นหลักฐานว่า อาวุธนิวเคลียร์ชนิดใหม่จะทำอะไรได้บ้าง และอาวุธรุ่นเก่ายังคงใช้งานได้หรือไม่
ในปี 2020 หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์รายงานว่า รัฐบาลสมัยแรกของประธานาธิบดีทรัมป์เคยหารือกันว่าจะกลับมาเริ่มทดสอบอาวุธนิวเคลียร์หรือไม่
นอกเหนือจากการให้ข้อมูลทางเทคนิคแล้ว การทดสอบดังกล่าวจะถูกมองว่าเป็นการยืนยันอำนาจทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ต่อรัสเซียและจีน รวมถึงชาติอื่น ๆ ที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์
ปูตินได้เตือนซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า หากสหรัฐฯ กลับมาทดสอบนิวเคลียร์อีกครั้ง รัสเซียก็จะทำเช่นเดียวกัน ปูตินกล่าวว่า การแข่งขันอาวุธนิวเคลียร์ระดับโลกกำลังดำเนินไป
จำนวนหัวรบนิวเคลียร์ที่แต่ละประเทศมีนั้นเป็นความลับ แต่ตามข้อมูลของสหพันธ์นักวิทยาศาสตร์อเมริกัน คาดว่ารัสเซียมีหัวรบนิวเคลียร์รวมประมาณ 5,459 หัวรบ ขณะที่สหรัฐฯ มีประมาณ 5,177 หัวรบ ตัวเลขเหล่านี้รวมถึงหัวรบที่ประจำการ สะสม และปลดประจำการแล้ว
ขณะที่สมาคมควบคุมอาวุธ (Arms Control Association) ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ระบุว่า สหรัฐฯ มีหัวรบนิวเคลียร์สำรอง 5,225 หัวรบ และรัสเซียมี 5,580 หัวรบ
มีข้อมูลว่า ในปี 1986 คลังเก็บหัวรบนิวเคลียร์ทั่วโลกมีหัวรบนิวเคลียร์รวมกันกว่า 70,000 หัวรบ ส่วนใหญ่อยู่ในสหภาพโซเวียตและสหรัฐฯ แต่หลังจากนั้นก็ลดลงเหลือประมาณ 12,000 หัวรบ ซึ่งส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในรัสเซียและสหรัฐฯ
จีนเป็นมหาอำนาจนิวเคลียร์อันดับ 3 ของโลก โดยสหพันธ์นักวิทยาศาสตร์อเมริกันคาดว่ามีหัวรบนิวเคลียร์ 600 หัวรบ ฝรั่งเศสมี 290 หัวรบ สหราชอาณาจักร 225 หัวรบ อินเดีย 180 หัวรบ ปากีสถาน 170 หัวรบ อิสราเอล 90 หัวรบ และเกาหลีเหนือ 50 หัวรบ
เรียบเรียงจาก Reuters