สำนักงานตำรวจสิงคโปร์ ออกแถลงการณ์เรื่องการออกหมายจับชาวสิงคโปร์ 27 คน และชาวมาเลเซีย 7 คน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแก๊งหลอกลวงข้ามชาติ ที่มีฐานปฏิบัติการอยู่ในกัมพูชา โดยแก๊งนี้มุ่งเป้าเล่นงานเหยื่อชาวสิงคโปร์ ด้วยการแอบอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่รัฐบาล
โดยในแถลงการณ์ของตำรวจ มีการเปิดเผยชื่อและใบหน้าของผู้ต้องสงสัยทั้งหมดในขบวนการนี้เบื้องต้น มีการประเมินว่ามีผู้เสียหายจากแก๊งนี้ไม่ต่ำกว่า 438 เคส คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 1,000 ล้านบาท
โดยรายละเอียดระบุว่า นี่เป็นผลจากปฏิบัติการทลายแก๊งสแกมเมอร์ ที่มีศูนย์เครือข่ายในกรุงพนมเปญ เมื่อเดือนที่แล้ว โดยเป็นความร่วมมือกันระหว่างตำรวจสิงคโปร์ กับตำรวจกัมพูชา ปฏิบัติการครั้งนั้น นำไปสู่การจับกุมตัวผู้ต้องสงสัย 15 คน ในสิงคโปร์ แบ่งเป็นชาวสิงคโปร์ 12 คน ชาวมาเลเซีย 2 คน และชาวฟิลิปปินส์ 1 คน โดยทั้งหมดถูกตั้งข้อหาเป็นสมาชิกของแก๊งอาชญากรรม
ส่วนผู้ต้องสงสัยล็อตล่าสุดที่เพิ่งออกหมายจับ คาดว่าทั้งหมดยังหลบหนีอยู่ในต่างประเทศ ซึ่งตำรวจสิงคโปร์จะประสานงานกับตำรวจสากล และตำรวจในประเทศต่างๆ เพื่อตามล่าตัว และจับกุมให้ได้
ทั้งนี้ ตำรวจสิงคโปร์ยืนยันว่า จะพยายามอย่างเต็มที่ เพื่อจับกุมตัวผู้ที่มีส่วนในปฏิบัติการหลอกลวงชาวสิงคโปร์ ไม่ว่าจะอยู่ในประเทศหรือต่างประเทศก็ตาม ขณะเดียวกัน มีรายงานว่า หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของกัมพูชาได้จับกุมชาวต่างชาติ 65 คน จากปฏิบัติการบุกทลายแก๊งฉ้อโกงทางออนไลน์ ที่มีฐานอยู่ในกรุงพนมเปญ และจังหวัดกำปอด
โดยที่พนมเปญ เป็นการบุกตรวจค้นคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่ง ซึ่งนำไปสู่การจับกุมชาวจีน 7 คน ซึ่งต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งโรแมนซ์สแกมข้ามชาติ เจ้าหน้าที่ยึดหลักฐานสำคัญไว้ได้ ประกอบด้วย คอมพิวเตอร์ all-in-one จำนวน 5 เครื่อง ซีพียู 2 เครื่อง จอภาพ 2 เครื่อง และโทรศัพท์มือถือ 32 เครื่อง จากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่า ผู้ต้องสงสัยใช้ข้อมูลปลอมแปลงตัวตนทางออนไลน์เพื่อหลอกลวงเหยื่อในต่างประเทศ
ส่วนปฏิบัติการที่จังหวัดกำปอด ตำรวจเข้าตรวจค้นพื้นที่ในเมืองโบกอร์ และควบคุมตัวชาวเวียดนาม 58 คน ในจำนวนนี้ 15 คนเป็นผู้หญิง นอกจากนี้ ยังมีปฏิบัติการบุกค้นแฟลต 3 หลัง บ้านพักตากอากาศ 1 หลัง และห้องปฏิบัติการ ซึ่งทำให้สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยชาวกัมพูชา 9 คน ซึ่งอยู่ในบัญชีรายชื่อผู้ต้องสงสัยของเจ้าหน้าที่อยู่แล้ว จากปฏิบัติการที่จังหวัดกำปอด เจ้าหน้าที่ยึดของกลาง เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ all-in-one จำนวน 63 เครื่อง, ซีพียู 2 เครื่อง, หน้าจอ 3 เครื่อง, โทรศัพท์มือถืออีก 48 เครื่อง
ผลการตรวจสอบการใช้ข้อมูลในโลกออนไลน์ พบว่า กลุ่มดังกล่าวดำเนินการหลอกลวงในรูปแบบเชิญชวนลงทุนออนไลน์และฉ้อโกงสกุลเงินดิจิทัล ผ่านเว็บไซต์ปลอม โดยมุ่งเป้าไปที่เหยื่อที่อยู่ในต่างประเทศ ปฏิบัติการทั้งหมดนี้ เป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการเชิงรุกทั่วประเทศ เพื่อปราบเครือข่ายแก๊งอาชญากรรมข้ามชาติ