ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (JIC) นำสื่อมวลชนของไทยและต่างประเทศ พร้อมคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน หรือ AOT 3 ประเทศ ได้แก่ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ลงพื้นที่จุดผ่านแดนถาวรช่องจอม จ.สุรินทร์ สำรวจและติดตามฐานปฏิบัติการสแกมเมอร์ในพื้นที่แนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยในพื้นที่มีอาคารทั้งหมด 157 หลัง บนพื้นที่กว่า 500 ไร่ เป็นอาคารสแกมเมอร์ 29 หลัง ส่วนอาคารที่เหลือเป็นที่พัก ร้านอาหาร และโรงพยาบาล
เจ้าหน้าที่พาสื่อมวลชนสำรวจพื้นที่โซน A และ โซน E โดยพื้นที่โซน A เป็นห้องที่ใช้หลอกเหยื่อให้โอนเงิน ด้วยการจำลองสถานีตำรวจและธนาคารต่างประเทศของจีน อินโดนีเซีย เวียดนาม สิงคโปร์ บราซิล อินเดีย รวมถึงประเทศโซนยุโรปอย่างออสเตรเลีย และเยอรมนี โดยภายในห้องมีเครื่องแบบตำรวจ และเครื่องแบบพนักงานธนาคารของแต่ละประเทศแขวนไว้มุมห้อง และมีการสร้างห้องขนาดเล็ก สำหรับโทรศัพท์หลอกลวงประชาชน แบ่งซอยเป็นห้อง ๆ มีแผ่นกันเสียงและสคริปต์ติดอยู่ที่ผนัง
ส่วนโซน E เป็นอาคารฐานปฏิบัติการของกลุ่มสแกมเมอร์ โดยพนักงานจะใช้คอมพิวเตอร์บนโต๊ะติดต่อผู้เสียหายแต่ละประเทศ ให้โอนเงินเข้าไปตรวจสอบและดูดเงินออกจากบัญชีทันที
นอกจากนี้ ยังมีตึกบัญชาการแยกออกมา เป็นอาคาร 4 ชั้น ชั้นใต้ดินเป็นห้องขังและห้องทรมาน 12 ห้อง เป็นห้องปิดทึบไม่มีช่องระบายอากาศ มีการติดตั้งกล้องวงจรปิดไว้ทุกห้อง และแต่ละห้องจะมีถังพลาสติกให้ปัสสาวะ ซึ่งส่วนใหญ่ห้องนี้จะใช้กักขังและทรมานคนที่ทำยอดไม่ได้ตามเป้า หรือหมดประโยชน์แล้ว รวมถึงมีอุปกรณ์ทรมานต่าง ๆ เช่น เก้าอี้ไฟฟ้าและกระบองไฟฟ้า ซึ่งที่ผ่านมาตรวจพบร่องรอยการถูกตัดนิ้วด้วย
อีกหนึ่งจุดคือโรงพยาบาล มียารักษาโรค อุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์ครบทุกชนิด รวมถึงมีห้องสูตินรีเวช ห้องเอกซเรย์ และห้องผ่าตัด ที่ใช้ผ่าตัดทั่วไปและผ่าตัดนำอวัยวะไปขาย
พลอากาศเอก ประภาส สอนใจดี ผอ.JIC ยืนยันว่า ไทยไม่มีความประสงค์ที่จะยึดดินแดนของกัมพูชา การเข้าควบคุมพื้นที่ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นฐานปฏิบัติการของสแกมเมอร์และใช้เป็นจุดโจมตีทหารและประชาชน ทั้งการบินโดรนและการดำเนินมาตรการยั่วยุต่าง ๆ ซึ่งสแกมเมอร์เป็นภัยคุกคามระดับโลกที่ไม่สามารถยอมรับได้ และรายงานจากทุกหน่วยงานยืนยันตรงกันว่า มีหน่วยเฉพาะกิจจากหลายประเทศทั้งในยุโรป สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย ได้เดินทางเข้าเก็บหลักฐานในพื้นที่ดังกล่าวเพื่อยึดทรัพย์ , ตัดเส้นทางการเงิน และยับยั้งการลงทุน
ส่วนกรณีผู้นำกัมพูชา กล่าวหาไทย ใช้ข้ออ้างเรื่องสแกมเมอร์ในการยึดพื้นที่ พลอากาศเอกประภาส ชี้แจงว่า ฝ่ายไทยไม่เคยใช้สแกมเมอร์เป็นข้ออ้าง และก่อนหน้านี้ไม่เคยทราบมาก่อนว่าพื้นที่ตรงข้ามเป็นฐานสแกมเมอร์ แต่เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีการบินโดรน ยิงสไนเปอร์ และใช้อาวุธโจมตีใส่ทหารและประชาชนไทย ฝ่ายไทยจึงจำเป็นต้องเข้าควบคุมพื้นที่
พลอากาศเอก ประภาส ยังกล่าวอีกว่า รายงานในพื้นที่ยังพบว่า กัมพูชาพยายามบุกรุกและตัดลวดหนาม 2-3 ครั้ง โดยพยายามปลอมตัวเป็นชาวบ้านแฝงตัวเข้ามา ซึ่งฝ่ายไทยสามารถจับกุมได้ และจากการตรวจเยี่ยมพื้นที่รอบแนวเป็นระยะทางเกือบ 10 กิโลเมตร ยืนยันว่าฝ่ายไทยมีการวางระบบป้องกันอย่างแน่นหนา มีการขุดคูต้านรถถังไว้ทุกจุด รถถังของฝ่ายกัมพูชาไม่สามารถผ่านเข้ามาได้
ส่วนการปฏิบัติการตามแผนจักรพงษ์ภูวนาถ ซึ่งเป็นแผนป้องกันชายแดน ไม่ได้เป็นการใช้กำลังเพื่อยึดครองพื้นที่ของกัมพูชา
ด้าน หัวหน้าคณะ AOT ระบุว่า จากการลงพื้นที่วันนี้ได้เห็นว่าแต่ละฝ่ายยังคงยึดมั่นปฏิบัติตาม Joint Statement ที่ลงนามร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายไทยชัดเจนในการอธิบาย ซึ่งไม่มีเจตนายึดครองในพื้นที่ดังกล่าว เพียงแค่จำเป็นต้องยึด เพื่อปกป้องความปลอดภัยในพื้นที่ ส่วนการลงพื้นที่สแกมเมอร์ค่อนข้างแตกต่างจากข้อมูลที่ได้รับก่อนหน้านี้จากสื่อ
ด้าน นางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า การลงพื้นที่ในวันนี้จะได้ข้อมูลการปฏิบัติการของกลุ่มสแกมเมอร์ เป็นสิ่งที่สะท้อนว่าฝ่ายรัฐไม่รับผิดชอบในการบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่ดังกล่าว โดยในเดือนกันยายนนี้ กระทรวงการต่างประเทศให้ความสำคัญในเรื่องนี้ โดยมีคณะผู้แทนไทยถาวรประจำกรุงเจนีวาจัดกิจกรรมคู่ขนาน เพื่อแลกเปลี่ยนประเด็นความรับผิดชอบของรัฐในการแก้ปัญหาออนไลน์สแกม
ส่วนกรณีที่กัมพูชาจะใช้เวทีนานาชาติในการโจมตีไทย นางมาระตี ระบุว่า คนไทยไม่ต้องเป็นห่วง ไม่ว่าจะเวทีใด ถ้าไทยเป็นสมาชิกและสามารถใช้เวทีนั้นชี้แจงได้ก็จะทำทันที