เมื่อวันที่ 27 พ.ย. ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ กล่าวว่า รัฐบาลของเขาจะดำเนินการระงับการอพยพย้ายถิ่นฐานจาก “ประเทศโลกที่สาม” ทั้งหมดอย่างถาวร เพื่อให้ระบบของสหรัฐฯ สามารถฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่
ทรัมป์ยังโพสต์บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย Truth Social ว่า “นโยบายการย้ายถิ่นฐานได้กัดกร่อนความก้าวหน้าของชาติ” และเขาจะยกเลิกสวัสดิการและเงินอุดหนุนของรัฐบาลกลางทั้งหมดให้กับ “ผู้ที่ไม่ใช่พลเมือง”
ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เสริมว่า เขาจะ “เพิกถอนสัญชาติของผู้อพยพที่ทำลายความสงบสุขภายในประเทศ และเนรเทศชาวต่างชาติที่เป็นภาระสาธารณะ เป็นภัยต่อความมั่นคง หรือไม่สอดคล้องกับอารยธรรมตะวันตก”
ทรัมป์ยังกล่าวอีกว่า “เราจะดำเนินการโดยมีเป้าหมายเพื่อลดจำนวนประชากรที่ผิดกฎหมายและก่อความวุ่นวายลงอย่างมาก ... มีเพียงการย้อนกลับการอพยพยย้ายถิ่นฐานเท่านั้นที่จะแก้ไขสถานการณ์นี้ได้อย่างสมบูรณ์”
ความคิดเห็นของทรัมป์มีขึ้นหลังจากการเสียชีวิตของสมาชิกกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ จากเหตุยิงใกล้ทำเนียบขาวเมื่อวันที่ 26 พ.ย. ผู้สอบสวนระบุว่าเป็นฝีมือของชาวอัฟกานิสถาน
โพสต์ที่แสดงความไม่พอใจของเขา ซึ่งจบลงด้วยการอวยพรให้ชาวอเมริกันมีความสุขในวันขอบคุณพระเจ้า ถือเป็นการยกระดับนโยบายต่อต้านผู้อพยพของเขาไปอีกขั้น
สำหรับคำว่า “ประเทศโลกที่สาม” นั้น เกิดขึ้นในช่วงสงครามเย็น เดิมทีหมายถึงกลุ่มประเทศที่ไม่ได้เป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ (ประเทศโลกที่ 1) หรือสหภาพโซเวียต (ประเทศโลกที่ 2) แต่ปัจจุบันคำนี้มักถูกนำมาสื่อถึง “ประเทศกำลังพัฒนา” หรือประเทศที่มีระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมต่ำกว่า
เรียบเรียงจาก Reuters