“เทเลกราฟ” สื่ออังกฤษ เผยบทวิเคราะห์สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ระบุว่า แม้จะยังเป็นที่ถกเถียงกันว่าใครเป็นฝ่ายที่ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงที่เปราะบางระหว่างไทยและกัมพูชาเมื่อวันจันทร์ แต่หลังจากความตึงเครียดทวีความรุนแรง กัมพูชาได้ตัดสินใจเคลื่อนย้ายระบบจรวดหลายลำกล้อง PHL-03 ที่ผลิตโดยจีน เข้าใกล้ชายแดนพิพาทมากขึ้น ทำให้ไทยต้องรีบตอบสนอง
ตามข้อมูลจากสถาบันวิจัยยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ (IISS) ของสหราชอาณาจักร กัมพูชามีระบบ PHL-03 อยู่ 6 ชุด
ขณะที่ฐานข้อมูลกองทัพสหรัฐฯ ระบุว่า PHL-03 สามารถยิงจรวดนำวิถีและไม่นำวิถีได้ในระยะ 70-130 กิโลเมตร ขณะที่ BM-21 ที่ออกแบบโดยสหภาพโซเวียตมีพิสัยการยิงเพียง 15-40 กิโลเมตร
ด้วยพิสัยการยิงถึง 130 กิโลเมตร สนามบินประจำจังหวัดและโรงพยาบาลประจำอำเภออาจอยู่ในระยะยิงของเครื่องยิงจรวดเคลื่อนที่ได้ ดังนั้น รัฐบาลไทยจึงตัดสินใจดำเนินปฏิบัติการเชิงรุกโจมตีทางอากาศใส่คลังยุทโธปกรณ์ของกัมพูชา
การโจมตีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ผลิตโดยจีน ซึ่งมีส่วนทำให้สถานการณ์ตึงเครียดมากขึ้น แม้ว่ารัฐบาลปักกิ่งจะเรียกร้องให้ไทยและกัมพูชาแก้ไขความขัดแย้งด้วยสันติวิธีก็ตาม
ทิตา แสงลี (Tita Sanglee) นักวิชาการสมทบสถาบันเอเชียอาคเนย์ศึกษา ยูซุฟ อิสฮัค (ISEAS-Yusof Ishak Institute) กล่าวว่า จีนกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ละเอียดอ่อนระหว่างสองประเทศ แม้ตนเองจะเป็นมหาอำนาจก็ตาม โดยจีนไม่มีเหตุผลที่จะทำให้ไทยไม่พอใจ แต่ขณะเดียวกัน กัมพูชาก็เป็นเหมือน “ลูกค้า” ของจีน แม้จีนอาจไม่ต้องการให้กัมพูชาใช้อาวุธของตนโจมตีไทย แต่จีนก็จำเป็นต้องรักษาสัมพันธไมตรีกับกัมพูชาไว้เช่นกัน
สถานการณ์เช่นนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในเหตุปะทะครั้งก่อนระหว่างไทยและกัมพูชาเมื่อปลายเดือนกรกฎาคม ซึ่งครั้งนั้นกินเวลา 5 วัน และส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 48 ราย ประชาชนราว 300,000 คนต้องอพยพหนีภัยสู้รบ
เอกสารข่าวกรองของไทยที่เดอะนิวยอร์กไทม์สได้ตรวจสอบ ชี้ว่าเมื่อเดือนมิถุนายน หรือไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่การเผชิญหน้าจะปะทุขึ้น เครื่องบินลำเลียง Y-20 ของจีนได้บินไปยังกัมพูชาถึง 6 ครั้ง นำส่งจรวด กระสุนปืนใหญ่ และลูกระเบิด
อาวุธเหล่านี้ ซึ่งบรรจุอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์ 42 ตู้ ถูกลำเลียงไปยังพื้นที่พิพาท ก่อนที่ในเวลาต่อมา กลุ่มสิทธิมนุษยชนได้สรุปว่า จรวดส่วนใหญ่ที่กัมพูชาใช้ยิงโจมตี 4 จังหวัดของไทยนั้นมาจากจีน
จีนได้กลายเป็นผู้จัดหาอาวุธรายใหญ่ที่สุดของกัมพูชา โดยเฉพาะหลังจากที่สหรัฐฯ ระงับการขายอาวุธให้พนมเปญในปี 2010 เนื่องจากความกังวลด้านสิทธิมนุษยชน
ความช่วยเหลือของจีนไม่จำกัดเพียงยุทโธปกรณ์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการลงทุนมหาศาลในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของกัมพูชา โดยเฉพาะฐานทัพเรือเรียมบริเวณอ่าวไทย ซึ่งก่อให้เกิดความกังวลอย่างมาก
ประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทยและเวียดนามกังวลว่า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ฐานทัพเรือเรียมอาจทำให้จีนสามารถใช้ฐานทัพดังกล่าวได้แต่เพียงผู้เดียว และอาจกลายเป็นการโอบล้อมแนวชายฝั่งของเวียดนามซึ่งทอดยาวหลายพันกิโลเมตร