วันที่ 17 ธ.ค. 68 เขียว รามี รัฐมนตรีประจำสำนักสภา และประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกัมพูชา ได้โพสต์บทวิเคราะห์ลงบนโซเชียลมีเดีย อ้างว่า ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไร กัมพูชายิ่งมีความได้เปรียบเหนือไทยมากเท่านั้น
เขียว รามีบอกว่า ประการแรก ประชาคมระหว่างประเทศเริ่มมองเห็นความชอบธรรมของกัมพูชาว่าไม่ได้อยู่ในฐานะผู้รุกรานและกำลังทำสงครามเพื่อปกป้องอธิปไตยมากขึ้นเรื่อย ๆ
นอกจากนั้น กัมพูชามีการรวบรวมหลักฐานที่แข็งแกร่งเพื่อยื่นฟ้องต่อศาลระหว่างประเทศและรอคำตัดสินของศาล ประกอบกับทหารกัมพูชามีความอดทนและเข้มแข็ง รวมถึงการต่อสู้เพื่อปกป้องชาวนา ปกป้องที่ดินทำกิน ปกป้องบ้านเรือน ปกป้องดินแดน และปกป้องภาพลักษณ์ของชาติ คือจุดแข็งของกัมพูชา
ไม่เพียงเท่านั้น เขียว รามี บอกว่า รัฐบาลกัมพูชามีนโยบายของผู้นำที่ดีในการปกป้องดินแดน โดยทุกสถาบัน พระสงฆ์ ทุกศาสนาในกัมพูชา ปัญญาชน นักศึกษา และประชาชนทั้งในและต่างประเทศ ต่างรวมเป็นหนึ่งเดียวเพื่อปกป้องดินแดนเพื่อความเจริญรุ่งเรือง
“ประเด็นเรื่องความสามัคคีนี้ไม่ได้หมายความว่าคนไทยไม่เข้าใจประเด็นนี้ แต่เป็นเพราะนักการเมืองไทย นักปัญญาชน และนักธุรกิจไทยบางส่วนไม่สนับสนุนสงคราม ไม่สนับสนุนความเป็นปรปักษ์กับกัมพูชา” เขียว รามี บอก
เขาเสริมว่า “ประเด็นที่สำคัญที่สุดคือ ยิ่งสงครามยืดเยื้อนานเท่าไร เยาวชนกัมพูชาก็จะยิ่งเติบโตมากขึ้นเท่านั้น เพราะจำนวนเยาวชนกัมพูชา หรือที่เรียกว่า Gen Z นั้นมีจำนวนมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หากสงครามยืดเยื้อไปอีก 5 ปี จำนวนเยาวชนที่จะเข้าร่วมรบจะมีมากกว่าในประเทศไทย โดยรวมแล้ว ยิ่งสงครามยืดเยื้อนานเท่าไร กัมพูชาก็ยิ่งได้เปรียบมากขึ้นเท่านั้น”