วันที่ 9 พ.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายนงานว่า ชาวบ้านสายโท 3 ใต้ ต.จันทบเพชร อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ต่างอยู่ในอาการตื่นตระหนก หลังจากเมื่อคืนที่ผ่านมาชาวบ้านจำนวน 2 คนออกไปหาอึ่งอยู่บริเวณบุตาพุ่ม ท้ายเขื่อนหลังหมู่บ้าน แล้วไปเจอกับทหารกัมพูชากว่า 10 คนพร้อมอาวุธครบมือ พร้อมทั้งสุนัขทหาร รุกล้ำเข้าพื้นที่ฝั่งไทยและมีการยิงปืนข่มขู่ จนชาวบ้านต้องทิ้งรถจักรยายนต์และอึ่งที่หามาได้ แล้วหนีเอาตัวรอด
โดยเช้าวันนี้ฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายปกครองและเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้พาชาวบ้านไปชี้จุดและไปเอารถจักรยายนต์ที่จอดทิ้งไว้กลับคืนมาได้ แต่ชาวบ้านในหมู่บ้านส่วนใหญ่ยังอยู่อาการหวาดผวาเกรงว่าจะมีเหตุปะทะครั้งที่ 3 อีกหรือไม่
ด้านนายอภิรักษ์ อายุ 63 ปี คนหาอึ่ง เล่านาทีที่ไปเจอทหารกัมพูชาว่า ตนไปกับน้องชาย 2 คน น้องเดินนำหน้าห่างกันประมาณ 50 เมตร ระหว่างนั้นตนเห็นไฟฉาย 3 ดวงคิดว่าเป็นคนบ้านเดียวกันที่ไปหาอึ่ง จึงเดินไปหาแล้วถามว่า ”ได้เยอะไหม” พอเดินเข้าไปใกล้กลับเป็นทหารกัมพูชา 3 นายอาวุธครบมือทั้งปืนทั้งมีด ตนตกใจทำอะไรไม่ถูกเช่นเดียวกับทหารกัมพูชาที่ตกใจคิดว่าเป็นพวกเขาเช่นเดียวกัน แต่สื่อสารกันไม่รู้เรื่อง ตนจึงบอกว่าได้ยินเสียงอึ่ง แล้วเดินออกมาแล้วปิดไฟวิ่งต่อ
จากนั้นได้มีทหารกัมพูชาอีกประมาณ 10 คนวิ่งตามตนมา ตนจึงวิ่งเข้าไปหลบอยู่พุ่มไม้แล้วเทอึ่งที่จับได้ทิ้ง ส่วนน้องชายที่มาด้วยกันก็อ้อมไปอีกทางหนึ่ง หลบซ่อนตัวอยู่ประมาณ 2 ชม.จึงเดินออกมาโดยทิ้งรถจักรยานยนต์ที่บริเวณนั้นเพื่อเอาตัวรอด ก่อนจะได้ยินเสียงปืนของทหารเขมรดังขึ้น 1 นัดโชคดีที่ป่านี้ตนรู้จักทั้งหมดจำต้นไม้ได้ทุกต้นจึงหนีออกมาได้
นายอภิรักษ์ เล่าด้วยว่าบริเวณที่พวกตนไปหาอึ่งเป็นพื้นที่ของประเทศไทย ห่างจากชายแดนประมาณ 1-2 กม.แต่ไม่ทราบว่าทหารกัมพูชาเข้ามาลึกได้อย่างไร มีความเป็นไปได้หลายอย่าง เพราะบริเวณดังกล่าวเป็นช่องทางธรรมชาติ ซึ่งเป็นจุดที่มักจะมีคนนำเอาสินค้าหรือของเถื่อนผ่านบริเวณนี้
อย่างไรก็ตามล่าสุด พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ระบุถึงกรณีชาวบ้านหาของป่าในพื้นที่ ตำบลจันทร์ทบเพชร อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ พบทหารกัมพูชาอาวุธครบมือยิงปืนขู่ ว่า จากการตรวจสอบ เหตุการณ์ดังกล่าวใกล้พื้นที่หลังเขื่อนสาโท 3 ใต้ จ.บุรีรัมย์
โดยกองทัพภาคที่ 2 ตรวจสอบแล้ว พบว่าเหตุการณ์เกิดจาก “ความเข้าใจผิด” ทั้งนี้ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ที่กล่าวอ้างว่าเป็นกองกำลังติดอาวุธของกัมพูชานั้น แท้จริงเป็นกลุ่มคนไทย (อีกกลุ่ม) ที่เข้าไปหาของป่าเช่นเดียวกัน แต่พูดภาษากัมพูชา