ปี 2568 ที่กำลังจะสิ้นสุดลง ถือเป็นอีกหนึ่งปีที่ทั่วทั้งโลกเต็มไปด้วยเหตุการณ์สำคัญซึ่งเป็นที่จดจำยากจะลบเลือน และอาจต้องจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ ซึ่งหลายเรื่องมีผลกระทบมาถึงประเทศไทยของเราด้วย
อย่างไรก็ตาม ถ้าจะให้รวบรวมทุกอย่างที่เกิดขึ้นบนโลกมาอัดไว้ภายในบทความเดียวก็คงจะเป็นไปได้ยาก พีพีทีวีออนไลน์จึงขอคัด 5 ประเด็นเด่นที่ถือเป็นเรื่องช็อกโลกที่สุดของปีนี้
โศกนาฏกรรมเหนือน่านฟ้า
ในปี 2568 มีโศกนาฏกรรมที่เกี่ยวข้องกับเครื่องบินและอากาศยานที่สร้างความตกตะลึงให้กับทั้งโลกอยู่หลายเหตุการณ์
กรณีแรกที่จะไม่พูดถึงไม่ได้คือ เครื่องบินสายการบินเจจูแอร์ (Jeju Air) ไถลออกนอกรันเวย์ที่สนามบินมูอัน แล้วไปชนเข้ากับเนินคอนกรีตจนเกิดการระเบิด ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 179 ราย หนึ่งในนั้นเป็นชาวไทย และรอดชีวิตเพียง 2 คน
โศกนาฏกรรมนี้เกิดขึ้นในช่วงเช้าตามเวลาท้องถิ่นของวันที่ 29 ธ.ค. ปีที่แล้ว แต่มีเรื่องราวที่คาบเกี่ยวมาจนถึงปีนี้
ในเวลา 08.57 น. หอควบคุมการบินสนามบินมูอันได้แจ้งเตือนเกี่ยวกับกิจกรรมของนกในบริเวณใกล้สนามบิน และอีก 2 นาทีต่อมา เวลา 08.59 น. นักบินได้ส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือพร้อมตะโกนว่า “เมย์เดย์ เมย์เดย์ เมย์เดย์” จากนั้นจึงแจ้งว่า “นกชนเครื่องบิน นกชนเครื่องบิน นกชนเครื่องบิน กำลังบินวน”
จากนั้นเครื่องบินที่ประสบเหตุได้พยายามลงจอดบนรันเวย์ 19 ในเวลา 9.00 น. จากฝั่งตรงข้ามของรันเวย์ที่ตั้งใจจะลงจอดในตอนแรก (รันเวย์ 01) และเครื่องบินก็ประสบเหตุในเวลา 9.03 น. ขณะลงจอดโดยที่ล้อเครื่องบินไม่กางออกมา
โศกนาฏกรรมเจจูแอร์ทำให้เกิดการตั้งคำถามว่า ปฏิบัติการควบคุมนกที่สนามบินนานาชาติมูอันมีเพียงพอหรือไม่ เนื่องจากในช่วงเวลาเกิดเหตุ มีหน่วยเฝ้าระวังนก (BAT) หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “แบทแมน” ทำหน้าที่อยู่เพียง “คนเดียว” เท่านั้น
ขณะเดียวกัน ได้มีการสืบสวนที่ดำเนินมาตลอดปี 2568 ตำรวจเกาหลีใต้ได้เข้าตรวจค้นสำนักงานสายการบินเจจูแอร์ในกรุงโซลและภูมิภาคปูซานโดยตั้งข้อสงสัยว่า สายการบินอาจกระทำการโดยประมาท/ละเลยหน้าที่จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต รวมถึงซีอีโอของสายการบินเจจูแอร์ “คิม อีแบ” ถูกสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศ
นอกจากนี้ ครอบครัวของผู้เสียชีวิตได้รวมตัวกันยื่นฟ้องอาญาต่อบุคคล 15 ราย รวมถึงรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมเกาหลีใต้ และซีอีโอของสายการบินเจจูแอร์ ในข้อหาละเลยการปฏิบัติหน้าที่จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต โดยมองว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ “ไม่ใช่เป็นอุบัติเหตุธรรมดา” แต่เป็น “ภัยพิบัติทางแพ่งครั้งใหญ่ที่เกิดจากความบกพร่องในการจัดการความเสี่ยงที่ควรจะป้องกันได้”
กรณีที่ 2 คือเหตุเครื่องบินของสายการบินอเมริกันแอร์ไลน์ส (American Airlines) ชนเข้ากับเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพสหรัฐฯ ทำให้ตกลงมาใกล้กับท่าอากาศยานนานาชาติเรแกนในวอชิงตัน ดี.ซี.
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 ม.ค. เวลาประมาณ 21.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยเครื่องบินที่ประสบเหตุคือ Bombardier CRJ700 เที่ยวบินที่ 5342 ซึ่งกำลังมุ่งหน้าจากเมืองวิชิตา รัฐแคนซัส มายังกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.
แต่ขณะที่กำลังเตรียมเข้าสู่ขั้นตอนการลงจอดที่รันเวย์ 33 ของท่าอากาศยานนานาชาติเรแกน เครื่องบินลำดังกล่าวได้ชนเข้ากับเฮลิคอปเตอร์ Sikorsky H-60 หรือแบล็อกฮอว์ก (Black Hawk) ของกองทัพสหรัฐฯ กลางอากาศ ทำให้ตกลงไปในแม่น้ำโปโตแมค (Potomac River) ใกล้สนามบิน
ทั้งนี้ เครื่องบินลำที่เกิดเหตุเป็นของสายการบิน PSA Airlines ซึ่งเป็นสายการบินระดับภูมิภาคภายใต้อเมริกันแอร์ไลน์ส
โศกนาฏกรรมครั้งนี้มีผู้เสียชีวิตรวม 67 ราย ส่วนสาเหตุเบื้องต้นมีข้อมูลว่า เกิดจากฝั่งเฮลิคอปเตอร์บินสูงเกินไป
กรณีสุดท้ายที่สร้างความช็อกให้กับทุกคนที่เห็นข่าว เครื่องบินโดยสารสายการบิน แอร์อินเดีย (Air India) ประสบตกเมื่อวันที่ 12 มิ.ย. ขณะกำลังเดินทางไปกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ โดยตกไม่นานหลังจากขึ้นบินจากท่าอาศยานอาห์เมดาบัด ในรัฐคุชราต ประเทศอินเดีย
เครื่องบินที่เกิดเหตุเป็นเครื่องบินโบอิ้ง 787 กำลังบรรทุกผู้โดยสาร 230 คน และลูกเรืออีก 12 คน รวมมีคนอยู่บนเครื่อง 242 คน
เหตุการณ์นี้มีผู้รอดชีวิตเพียง 1 คน เป็นชายชาวอังกฤษชื่อ วิศวาส กุมาร์ ราเมช ที่นั่ง 11A
รายงานระบุว่า สาเหตุคือ “น้ำมันเชื้อเพลิงที่จ่ายให้กับเครื่องยนต์ถูกตัด” โดย “สวิตช์ควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง” ในห้องนักบินของเครื่องบินโบอิ้ง 787 ดรีมไลเนอร์ถูกปรับมาอยู่ที่ตำแหน่ง CUTOFF ทำให้เครื่องยนต์ขาดน้ำมันเชื้อเพลิง
เจ้าหน้าที่สอบสวนสามารถดึงข้อมูลจากกล่องดำได้ ซึ่งรวมถึงข้อมูลการบิน 49 ชั่วโมง และเสียงในห้องนักบิน 2 ชั่วโมง รวมถึงเสียงขณะเกิดเหตุการณ์เครื่องบินตก
รายงานระบุว่า เครื่องบินมีความเร็วถึง 180 นอต หรือประมาณ 330 กม./ชม. เมื่อ “สวิตช์ควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิงของเครื่องยนต์ทั้งสองถูกเปลี่ยนจากตำแหน่ง RUN เป็น CUTOFF ทีละตัว โดยมีช่วงเวลาห่างกันเพียง 01 วินาที”
รายงานยังระบุว่า “ในการบันทึกเสียงในห้องนักบิน ได้ยินเสียงนักบินคนหนึ่งถามอีกคนว่า ทำไมถึงตัดน้ำมัน นักบินอีกคนตอบว่าไม่ได้ตัด”
ไม่นานหลังจากนั้น สวิตช์ก็ถูกสลับกลับไปยังตำแหน่งที่ควรอยู่ และเครื่องยนต์กำลังอยู่ในขั้นตอนการจ่ายน้ำมันอีกครั้งเมื่อเกิดเหตุเครื่องบินตก
ในเครื่องบินโบอิ้งรุ่น 787 สวิตช์ควบคุมเชื้อเพลิงจะอยู่ระหว่างที่นั่งนักบินสองคน บริเวณด้านหลังคันเร่งของเครื่องบิน ด้านข้างมีแท่งโลหะป้องกันไว้ และมีกลไกการล็อกที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันการตัดน้ำมันโดยไม่ได้ตั้งใจ
เหตุการณ์นี้ยังคงอยู่ระหว่างการสืบสวน ทำให้จนถึงตอนนี้ไม่มีใครทราบว่า ทำไมสวิตช์ควบคุมเชื้อเพลิงจึงถูกสับลงมา และเป็นสาเหตุให้เครื่องบินตก
หายนะแผ่นดินไหว-ไฟป่า
ภัยธรรมชาติเป็นสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้ แต่มนุษย์สามารถป้องกันความเสียหายได้ อย่างไรก็ตาม ในปี 2568 ได้เกิดภัยพิบัติที่ทำให้เราเห็นว่า การเตรียมตัวของเราอาจยังไม่ดีพอ
หายนะแรกที่เราจะพูดถึงคือ “ไฟป่าแอลเอ” ในเดือน ม.ค. 2568 เกิดไฟป่าครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของนครลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย
มีรายงานว่า ไฟจุดแรกเกิดขึ้นช่วงเช้าวันที่ 7 ม.ค. ตามเวลาท้องถิ่น โดยตอนแรกลุกลามกินพื้นที่ประมาณ 25 ไร่ แต่เพียง 25 นาทีต่อมา ไฟได้ลุกลามไปจนครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 500 ไร่
เชื่อกันว่าช่วงที่มีฝนตกหนักในปลายปี 2567 ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับปรากฏการณ์เอลนีโญ ทำให้เกิดสภาพอากาศที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดไฟไหม้ในฤดูหนาวปีนี้
โดยฝนที่ตกก่อนเกิดไฟไหม้อาจทำให้พืชพรรณเติบโตได้มาก ซึ่งจะกลายเป็นเชื้อเพลิงที่มีศักยภาพ จากนั้นเมื่อหมดฝน จะเข้าสู่ช่วงที่สภาพอากาศแห้งแล้งขึ้น และพืชพรรณเหล่านั้นจะแห้งเร็วมาก และมีมากขึ้น
การเปลี่ยนแปลงจากสภาพอากาศเปียกชื้นมากเป็นสภาพอากาศแห้งแล้งมากนี้เรียกว่า “การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศแปรปรวนแบบไฮโดรไคลเมต” (Hydroclimate Whiplash)
นอกจากนี้ อีกหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้ไฟป่าลอสแอนเจลิสรุนแรงคือ “ลม” สิ่งที่ทำให้ไฟป่าครั้งนี้นี้เหลือเชื่อมากคือความเร็วของลมที่พัดมาจากใจกลางทะเลทรายแคลิฟอร์เนีย
ลมเหล่านี้เรียกว่า “ลมซานตาอานา” (Santa Ana) ซึ่งเป็นลมที่แห้งมาก พัดเร็วมาก ดังนั้นทันทีที่เกิดไฟ มันจะลุกลามอย่างรวดเร็ว พบรายงานลมแรงกว่า 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำให้ไฟลามไปทั่วบริเวณ
ขณะเดียวกัน ปัจจัยที่มนุษย์ควรจะควบคุมและป้องกันได้กลับไร้ประสิทธิภาพ โดยเฉพาะบุคลากรที่ไม่เพียงพอ และ “หัวดับเพลิงแห้ง”
เหตุการณ์นี้เผาผลาญพื้นที่ป่าและย่านที่อยู่อาศัยของประชาชนรวมมากกว่า 100,000 ไร่ มีผู้เสียชีวิตหลายสิบราย
ต่อมาในวันที่ 8 ต.ค. เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ได้ตั้งข้อหาต่อ โจนาธาน รินเดอร์คเนชท์ วัย 29 ปี ฐานเป็นผู้จุดไฟป่าพาลิเซดส์ (Palisades Fire) หนึ่งในไฟป่าจุดที่ใหญ่ที่สุด
เจ้าหน้าที่กล่าวว่า รินเดอร์คเนชท์อาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว โดยได้ก่อเหตุเพลิงไหม้เล็ก ๆ ในวันปีใหม่ เพลิงนั้นคุกรุ่นอยู่ใต้ดิน ก่อนที่จะลุกไหม้ขึ้นอีกครั้งในเกือบ 1 สัปดาห์ต่อมา และลุกลามไปทั่วย่านแปซิฟิกพาลิเซดส์ ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของเหล่าเศรษฐีและคนดังในลอสแอนเจลิส
เมื่อพูดถึงภัยธรรมชาติ คงจะไม่พูดถึง “แผ่นดินไหวเมียนมา” ไม่ได้ เพราะเป็นแผ่นดินไหวที่สั่นสะเทือนมาถึงกรุงเทพมหานคร และทำให้เกิดโศกนาฏกรรม “ตึก สตง. ถล่ม”
เหตุแผ่นดินไหวดังกล่าวเกิดเมื่อวันที่ 28 มี.ค. มีขนาด 7.7 แมกนิจูด ศูนย์กลางอยู่ใกล้กับมัณฑะเลย์ ส่งผลกระทบอย่างหนักใน 6 รัฐและภูมิภาคของเมียนมา โดยเฉพาะในภูมิภาคมัณฑะเลย์, ภูมิภาคภาคสะกาย และกรุงเนปิดอว์ ซึ่งจำนวนผู้เสียชีวิตที่ได้รับการยืนยันมีมากกว่า 5,400 ราย และบาดเจ็บอีกกว่า 11,000 คน
ผู้เชี่ยวชาญจาก Weathernews บริษัทที่มีบทบาทสำคัญในเรื่องของการพยากรณ์อากาศและเตือนภัยในระดับโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น ระบุว่า แผ่นดินไหวที่เมียนมาอาจเป็น “แผ่นดินไหวคลื่นยาว” (Long-period Ground Motion) จึงทำให้เกิดความเสียหายวงกว้าง และส่งผลกระทบไปยังอาคารสูงในพื้นที่ที่อยู่ห่างไกล
โดยหากเป็นแผ่นดินไหวระยะสั้น จะเกิดแรงสั่นสะเทือนที่ถี่และรวดเร็ว อาคารเตี้ยจะสั่นสะเทือนแรงและได้รับผลกระทบมากกว่า เนื่องจากโครงสร้างแข็งแรงแต่ไม่สามารถรองรับแรงสั่นสะเทือนถี่ได้ดี ส่วนอาคารสูง ซึ่งมีโครงสร้างยืดหยุ่นมากกว่า จะดูดซับแรงสั่นสะเทือนได้ดีและมีแรงสั่นสะเทือนน้อย
แต่หากเป็นแผ่นดินไหวคลื่นยาว จะสั่นสะเทือนแบบความถี่ต่ำกินระยะเวลานาน มีความกว้างของการสั่นสะเทือน ทำให้อาคารเตี้ยไม่ค่อยได้รับผลกระทบ เนื่องจากแรงสั่นสะเทือนช่วงคลื่นที่ยาว ความถี่ต่ำ แต่อาคารสูงจะผลกระทบมาก เกิดการสั่นพ้อง การสั่นสะเทือนขยายตัวขึ้น และโครงสร้างเสี่ยงต่อการเสียหายหรือถล่มได้
Weathernews บอกว่า ผลของแผ่นดินไหวคลื่นยาว ซึ่งมีความถี่ต่ำและสามารถเดินทางได้ไกล ทำให้อาคารสูงที่มีความยืดหยุ่นมักจะเกิด “การสั่นพ้อง” (Resonance) กับคลื่นแผ่นดินไหวระยะยาว ส่งผลให้เกิดการสั่นสะเทือนที่รุนแรงและยาวนาน
แผ่นดินไหวคลื่นยาวสามารถเดินทางได้ไกลกว่าคลื่นแผ่นดินไหวทั่วไปและทำให้เกิดความเสียหายในพื้นที่ที่อยู่ไกลจากศูนย์กลางแผ่นดินไหว เช่น ในกรณีของกรุงเทพฯ
ส่วนอีกจุดที่เกิดแผ่นดินไหวซึ่งทำให้เกิดความกังวลคือ แผ่นดินไหวหมู่เกาะโทคาระ จังหวัดคาโกชิมะ ทางตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่น โดยเกิดแผ่นดินไหวต่อเนื่องนานเกือบ 1 เดือน ตั้งแต่วันที่ 21 มิ.ย. ลากยาวไปถึงเดือน ก.ค. รวมแล้วมากกว่า 2,000 ครั้ง!
อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นสามารถอพยพประชาชนออกมาได้ และแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นไม่ได้รุนแรงจนทำให้เกิดสึนามิ ทำให้โดยภาพรวมแล้วมีความเสียหายเพียงเล็กน้อย และไม่มีผู้เสียชีวิต
เรียกได้ว่า ปี 2568 เป็นอีกปีที่เกิดภัยธรรมชาติซึ่งชวนให้ใจสั่น และตอกย้ำเราอีกครั้งว่า ต่อหน้าพลังของธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ มนุษย์ก็เป็นเพียงสิ่งมีชีวิตเล็กจ้อยเท่านั้น
การกลับมาของ “ทรัมป์”
หลังคว้าชัยเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในปีที่แล้ว “โดนัลด์ ทรัมป์” ได้กลับมาดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ อีกครั้งในวันที่ 20 ม.ค.
ซึ่งในวันแรกของการกลับเข้ามาดำรงตำแหน่ง เขาได้ทำตามสัญญา ด้วยการลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหาร (Executive Order) จำนวนมาก
เรื่องนี้ตรงนี้กับที่ทรัมป์บอกไว้ตั้งแต่ตอนหาเสียงว่า เขาจะขอเป็น “เผด็จการ 1 วัน” คือแค่ในวันแรกของการทำงาน และเขาให้สัญญาในสุนทระจน์หลังพิธีสาบานตนว่า คำสั่งเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อ “ฟื้นฟูอเมริกาให้สมบูรณ์”
สิ่งที่ทรัมป์ทำในวันแรกมีทั้งยุติการให้สัญชาติโดยกำเนิด ออกจากองค์การอนามัยโลก เปลี่ยนชื่ออ่าวเม็กซิโก เพิกถอนเป้าหมายการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า จัดประเภทพนักงานของรัฐบาลกลางใหม่ ทำให้ไล่ออกได้ง่ายขึ้น การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงาน ยอมรับเพศเพียงสองเพศ ยกเลิกคำสั่งฝ่ายบริหาร 78 ฉบับของไบเดน อภัยโทษจลาจล 6 มกราคม 2021 ถอนตัวจากข้อตกลงปารีส และอื่น ๆ อีกมากมาย
การกลับมาของทรัมป์ยังทำให้โลกปั่นป่วนไม่น้อย ด้วยการประกาศมาตรการภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ต่อหลายร้อยประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย
ไม่เพียงเท่านั้น เขายังพยายามยุติความขัดแย้งหรือสงครามที่เกิดขึ้นทั่วโลก ไล่ตั้งแต่สงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่จนถึงวันนี้แม้จะมีสัญญาณดีขึ้น แต่ก็ยังไม่สิ้นสุด หรือสงครามอิสราเอล-อิสราเอลที่ทรัมป์สามารถทำให้มีข้อตกลงหยุดยิงและปล่อยตัวประกันได้สำเร็จ มาจนถึงความขัดแย้งไทย-กัมพูชาที่ยังคงดำเนินอยู่
ทรัมป์อ้างว่าเขาสามารถจบสงครามได้ถึง 8 สมรภูมิ และคาดหวังเป้นอย่างมากว่าจะได้รับรางวัลสาขาสันติภาพ แต่ก็ต้องผิดหวังเมื่อผู้ที่ได้ไปคือ “มาเรีย คอรินา มาชาโด” นักการเมืองฝ่ายค้านจากเวเนซุเอลา
การเป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 2 ของทรัมป์ยังสร้างสถิติใหม่ เมื่อวันที่ 1 ต.ค. เวลา 00.01 น. ตามเวลาเขตตะวันออก (11.01 น. ตามเวลาประเทศไทย) รัฐบาลสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะ “ชัตดาวน์” (Government Shutdown) หลังจากการประชุมรัฐสภาเพื่อลงมติจัดสรรงบประมาณไม่ประสบผลสำเร็จ
โดยวุฒิสภาสหรัฐฯ ลงมติ 55 ต่อ 45 เสียงในการผลักดันร่างงบประมาณ ซึ่งไม่ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำ 60 เสียง ทำให้หน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ เกือบทั้งหมดจำเป็นต้องยุติกิจกรรมทุกอย่าง ยกเว้นกิจกรรมที่จำเป็น เช่น การบังคับใช้กฎหมาย
ในสหรัฐฯ การชัตดาวน์เกิดขึ้นเมื่อกฎหมายงบประมาณที่จำเป็นต่อการจัดหาเงินทุนให้รัฐบาลกลางยังไม่มีผลบังคับใช้ก่อนปีงบประมาณถัดไป โดยจะจำกัดกิจกรรมและบริการของหน่วยงานรัฐ ยุติการดำเนินงานที่ไม่จำเป็น พักงานพนักงานที่ไม่จำเป็น และคงไว้เฉพาะพนักงานที่จำเป็นในหน่วยงานที่มีหน้าที่ปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของมนุษย์
นั่นทำให้การชัตดาวน์นี้ส่งผลกระทบต่อทุกอย่างในสหรัฐฯ ตั้งแต่การเดินทางทางอากาศไปจนถึงรายงานการจ้างงานรายเดือน
กระทั่งวันที่ 12 พ.ย. สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ มีการลงมติเพื่อยุติการชัตดาวน์รัฐบาลที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ นั่นคือ 43 วัน
สมเด็จพระสันตะปาปาพระองค์ใหม่
วันที่ 21 เม.ย. วาติกันประกาศว่า สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส พระประมุขพระศาสนจักรโรมันคาทอลิก สิ้นพระชนม์แล้วด้วยพระชนมายุ 88 พรรษา
การประกาศดังกล่าวสร้างความตกตะลึงให้กับหลาย ๆ คน เนื่องจากเกิดขึ้นไม่ถึง 1 วันหลังจากที่สมเด็จพระสันตปาปาทรงปรากฏพระองค์ต่อสาธารณชน และตรัสปราศรัยต่อผู้ศรัทธาจำนวนมาก
สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสเป็นพระสันตะปาปาพระองค์ที่ 266 และเป็นพระองค์แรกที่มาจากละตินอเมริกา และเป็นหนึ่งในสมเด็จพระสันตปาปาที่มีพระชนมายุมากที่สุด
การสิ้นพระชนม์ของพระองค์เกิดขึ้นไม่กี่สัปดาห์หลังจากที่พระองค์เสด็จออกจากโรงพยาบาลในกรุงโรม หลังทรงประชวรโรคปอดบวม
เมื่อพระสันตะปาปาสิ้นพระชนม์หรือลาออก คณะพระคาร์ดินัลจะเป็นผู้มีอำนาจและหน้าที่ในการเลือกสมเด็จพระสันตะปาปา ผ่านการประชุมเลือกตั้งพระสันตะปาปา หรือคอนเคลฟ (Conclave)
คอนเคลฟเป็นการประชุมลับ โดยคำว่าคอนเคลฟมาจากภาษาละตินแปลว่า “ห้องปิดตาย”
ผู้มีสิทธิต้องเป็นผู้ชาย และเป็นคาทอลิกที่รับบัพติศมา และแม้ว่าจะไม่ใช่ข้อกำหนดที่ชัดเจน แต่พระสันตะปาปาแทบทุกพระองค์เคยเป็นพระคาร์ดินัลมาก่อนจะได้รับการเลือก
พระสันตะปาปาได้รับเลือกโดยพระคาร์ดินัล 120 องค์ ซึ่งต้องมีอายุต่ำกว่า 80 ปี ณ เวลาที่พระสันตะปาปาพระองค์ก่อนสิ้นพระชนม์หรือลาออก
วันที่ 7 พ.ค. 2025 การประชุมคอนเคลฟได้เริ่มขึ้น
จากนั้นในเวลา 23.30 น. ของวันที่ 8 พ.ค. หลังการประชุมคอนเคลฟวันที่ 2 ได้มีควันสีขาว ลอยขึ้นมาจากปล่องไฟของโบสถ์น้อยซิสทีนในนครรัฐวาติกัน สถานที่จัดการประชุมลับ นั่นหมายความว่า บรรดาคาร์ดินัลผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ได้ลงมติเลือกสมเด็จพระสันตะปาปาพระองค์ใหม่เป็นที่เรียบร้อย
พระคาร์ดินัลที่ได้รับเลือกคือ “พระคาร์ดินัล โรเบิร์ต เอฟ พรีโวสต์” ชาวชิคาโก สหรัฐฯ โดยพระองค์จะใช้พระนามว่า “สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14”
นี่นับเป็นประวัติศาสตร์สำคัญ เพราะทรงเป็นพระสันตะปาปาชาวอเมริกันองค์แรก แม้ว่าหลายคนจะมองว่าพระองค์ทรงมาจากละตินอเมริกามากกว่าก็ตาม เนื่องจากทรงถือสัญชาติทั้งอเมริกันและเปรู และทรงใช้เวลาหลายปีในการเป็นมิชชันนารีและบิชอปในเปรู
พระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ประสูติที่ชิคาโกในวันที่ 14 ก.ย. 1955 โดยมีพ่อแม่เป็นชาวสเปนและฝรั่งเศส-อิตาลี ทรงรับศีลบวชเป็นบาทหลวงในปี 1982 และทรงย้ายไปเปรูในอีก 3 ปีต่อมา แต่ทรงกลับมาเยือนสหรัฐฯ เป็นประจำเพื่อทำหน้าที่เป็นศิษยาภิบาลและนักบวชในบ้านเกิด
ท่านเป็นที่จดจำในฐานะบุคคลที่ทำงานกับชุมชนที่ถูกละเลยและช่วยสร้างสะพานเชื่อม โดยทรงใช้เวลา 10 ปีในฐานะศิษยาภิบาลและครูที่โรงเรียนสอนศาสนาในเมืองทรูฮิลโย ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเปรู
พระสันตะปาปาฟรานซิสทรงแต่งตั้งพระองค์ให้เป็นบิชอปแห่งชิกลาโยในเปรูเมื่อปี 2014 ก่อนจะทรงแต่งตั้งให้เป็นคณะกรรมาธิการสันตะปาปาละตินอเมริกา และในฐานะสมณกระทรวงบิชอปของวาติกัน หรือผู้นำสำนักงานที่มีอำนาจในวาติกันสำหรับการแต่งตั้ง คัดเลือก และควบคุมดูแลบิชอป และเสนอแนะต่อพระสันตะปาปา
นั่นทำให้พระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ทรงเป็นที่รู้จักของบรรดาพระคาร์ดินัลเป็นอย่างดี แม้จะเพิ่งทรงได้รับตำแหน่งพระคาร์ดินัลเมื่อปี 2023 หรือก็คือ ทรงเพิ่งเป็นพระคาร์ดินัลได้ไม่ถึง 2 ปีก่อนจะได้รับเลือกเป็นพระสันตะปาปา
ผู้ที่คุ้นเคยกับพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ต่างพูดเป็นเสียงกันว่า ทรง “เข้ากับคนง่าย” “ติดดิน” และ “ใส่ใจคนจนมาก”
จากประวัติส่วนพระองค์ ทรงตรัสให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมคอนเคลฟว่า ทรงเติบโตมาในครอบครัวผู้อพยพ “ข้าพเจ้าเกิดที่สหรัฐฯ แต่ปู่ย่าเป็นผู้อพยพทั้งหมด ทั้งฝรั่งเศสและสเปน ข้าพเจ้าเติบโตมาในครอบครัวคาทอลิก พ่อและแม่ทั้งคู่มีส่วนร่วมกับโบสถ์มาก”
เหตุประท้วงเนปาลช็อกโลก
เหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองเป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ในหลายประเทศ โดยปี 2568 เกิดเหตุการณ์ประท้วงครั้งใหญ่ในประเทศเนปาล ซึ่งถูกจุดชนวนจากความไม่พอใจของคนรุ่นใหม่ Gen Z ลุกลามบานปลายจนมีผู้เสียชีวิต
ทำให้ทั้งนายกรัฐมนตรี เคพี ชาร์มา โอลี ต้องประกาศลาออก และรัฐมนตรีหลายคนถูกทำร้าย รวมไปถึงภรรยาของอดีตนายกฯ บาดเจ็บจากการถูกจุดไปเผาบ้าน
ขณะที่ทางฝั่งผู้ประท้วงเอง ซึ่งถูกเรียกว่า ผู้ประท้วง Gen Z มีรายงานเสียชีวิตมากกว่า 20 ราย จากการปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่พยายามเข้าควบคุมสถานการณ์
การประท้วงเกิดขึ้นจากการตัดสินใจของรัฐบาลเมื่อวันที่ 4 ก.ย. ซึ่งสั่งห้ามแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย 26 รายการ รวมถึง WhatsApp, Instagram และ Facebook เนื่องจากไม่ได้ลงทะเบียนกับกระทรวงการสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศของเนปาลให้ทันกำหนดเวลา
นักวิจารณ์กล่าวหาว่า การที่รัฐบาลพยายามปิดกั้นสื่อโซเชียลมีเดีย ก็เพื่อขัดขวางไม่ให้มีการวิจารณ์และต่อต้านรัฐบาล โดยเฉพาะเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชัน
หลังจากการสั่งห้าม กระแสความไม่พอใจเริ่มก่อตัวและสะสม จนกลายเป็นการประท้วงในวันที่ 8 ก.ย. ในเมืองหลวงอย่างกรุงกาฐมาณฑุ และเมืองอื่น ๆ บางแห่งในเนปาล
เฉพาะวันที่ 8 ก.ย. มีผู้ประท้วงเสียชีวิต 19 คนจากการปะทะกับตำรวจ
ต่อมาในวันเดียวกันนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการสื่อสารของเนปาล ปริถวี สุพบา ให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า ตำรวจจำเป็นต้องใช้กำลัง ซึ่งรวมถึงการใช้ปืนฉีดน้ำ กระบอง และกระสุนยาง
ผู้ประท้วงบางคนสามารถฝ่าแนวเขตอาคารรัฐสภาในกรุงกาฐมาณฑุได้ ทำให้ตำรวจต้องประกาศเคอร์ฟิวรอบอาคารสำคัญของรัฐบาลและเพิ่มความเข้มงวดในการรักษาความปลอดภัย
ในคืนวันที่ 8 ก.ย. นายกฯ โอลีประกาศยกเลิกคำสั่งห้ามเกี่ยวกับโซเชียลมีเดีย แต่สถานการณ์ไม่ได้คลี่คลายลง
จากนั้นในวันที่ 9 ก.ย. ผู้ประท้วงได้จุดไฟเผาอาคารรัฐสภาในกรุงกาฐมาณฑุ ส่งผลให้ควันดำหนาทึบพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า อาคารรัฐบาลและบ้านเรือนของผู้มีตำแหน่งทางการเมืองถูกโจมตีทำลายทั่วประเทศ เช่น บ้านรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง บ้านรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ
ไปจนถึงบ้านของอดีตนายกรัฐมนตรี จาลา เนธ คานัล ซึ่งถูกจุดไฟเผา ส่งผลให้ ราชยลักษมี จิตราการ ภริยาของคานัล ได้รับบาดเจ็บสาหัส
ข้อเรียกร้องหลัก 2 ข้อของพวกเขา ได้แก่ รัฐบาลยกเลิกการห้ามโซเชียลมีเดีย ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการไปแล้ว และเจ้าหน้าที่ต้องยุติ “การทุจริต”
ผู้ประท้วง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักศึกษา ได้เชื่อมโยงการปิดกั้นโซเชียลมีเดียเข้ากับการจำกัดเสรีภาพในการพูด และข้อกล่าวหาการทุจริตคอร์รัปชันที่แพร่หลายในหมู่นักการเมือง
กระทั่งเช้าวันที่ 10 ก.ย. กลุ่มผู้ประท้วง Gen Z ประกาศว่า จะไม่จัดการประท้วงเพิ่มเติม สถานการณ์คลี่คลายโดยมีตัวเลขผู้เสียชีวิตรวมอยู่ที่มากกว่า 70 ราย
หลังจากนั้น “สุชิลา การ์กี” อดีตประธานศาลฎีกาของเนปาล วัย 73 ปี ได้รับเลือกเป็นผู้นำหญิงคนแรกของประเทศเนปาล หลังบรรลุข้อตกลงกับแกนนำผู้ประท้วง
การ์กีได้รับการยกย่องว่ามีภาพลักษณ์ขาวสะอาดและได้รับการสนับสนุนจากแกนนำกลุ่มผู้ประท้วงที่เป็นคนรุ่น Gen Z ให้ขึ้นเป็นผู้นำรัฐบาลรักษาการ
และนี่คือเหตุการณ์สำคัญทั่วโลกที่เกิดขึ้นในปี 2568 ส่วนในปี 2569 ที่กำลังจะมาถึงจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้างนั้น ทุกท่านสามารถติดตามข่าวสารของทางพีพีทีวีได้ทุกช่องทาง