ปี 2568 กลายเป็นปีแห่งบททดสอบไทยอย่างแท้จริง เมื่อภัยพิบัติทางธรรมชาติหลายเหตุการณ์ถาโถมเข้ามาในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน สิ่งที่ไม่เคยเกิดก็เกิดขึ้น จนสังคมไทยต้องอยู่ในภาวะ อกสั่นขวัญแขวน และถอดบทเรียนซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่สิ่งที่สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อสังคมไทยมากไปกว่าแรงธรรมชาติ ไม่ใช่เพียงขนาดของภัยพิบัติ หากคือ คำถามสำคัญว่า ความสูญเสียมหาศาลเหล่านี้เกิดจากภัยธรรมชาติล้วน ๆ หรือสะท้อนถึงระบบการรับมือที่ไร้ประสิทธิภาพ ปัญหาการบริหารจัดการ และการคอร์รัปชันที่ซ่อนอยู่ในโครงสร้างรัฐกันแน่
พีพีทีวี ออนไลน์ สรุป 3 เหตุการณ์ภัยพิบัติใหญ่ที่เขย่าไทยในปีเดียวกัน ตอกย้ำความจริงว่า ปี 2568 คือปีที่ “โหด–หิน” สำหรับประเทศไทยอย่างแท้จริง
แผ่นดินไหวไกลนับพันกิโล แต่ตึก สตง. กลางกรุงเทพฯ ถล่ม สะท้อนคอรัปชั่น?
เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 เกิดเหตุ แผ่นดินไหวขนาดรุนแรง 7.6–7.7 แมกนิจูด ใกล้เมืองมัณฑะเลย์ ทางตอนกลางของประเทศเมียนมา แม้จุดศูนย์กลางจะอยู่ห่างจากประเทศไทยกว่า 800–1,000 กิโลเมตร แต่แรงสั่นสะเทือนสามารถรับรู้ได้ในวงกว้าง ครอบคลุมทั้งภาคเหนือ ภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล สร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยหรือทำงานในอาคารสูง
เหตุการณ์อาจไม่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในวงกว้างนัก หากไม่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เมื่อ อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) บริเวณเขตจตุจักร ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้าง พังถล่มลงมาแทบจะทันที จากแรงสั่นสะเทือน ส่งผลให้มีคนงานได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งระดมกำลังค้นหาและกู้ภัยใต้ซากอาคารอย่างต่อเนื่อง
การตรวจสอบในเวลาต่อมาพบว่า อาคาร สตง. มีปัญหาด้าน วัสดุและกระบวนการก่อสร้าง โดยเหล็กบางส่วนไม่ได้มาตรฐาน มอก. คอนกรีตมีคุณภาพต่ำกว่าเกณฑ์ รวมถึงการออกแบบและการก่อสร้างที่มีจุดบกพร่อง ส่งผลให้โครงสร้างและจุดต่อมีความอ่อนแอ เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นชนวนสำคัญให้เกิดการตรวจสอบ มาตรฐานความปลอดภัยอาคารของรัฐทั่วประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำในอนาคต
นอกจากนี้ ยังประเมินมูลค่าความเสียหายรวม มากกว่า 2,000 ล้านบาท รวมถึงความเสียหายต่ออาคารสูงหลายแห่งในกรุงเทพฯ แม้จะไม่ถล่มลงมา แต่จำเป็นต้องได้รับการซ่อมแซมและฟื้นฟู โดยเฉพาะอาคารชุดที่อยู่อาศัย ซึ่งแม้เวลาจะผ่านไปเกือบหนึ่งปีแล้ว ผู้พักอาศัยจำนวนมากยังไม่ได้รับเงินเยียวยาจากบริษัทประกัน ส่งผลให้ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายและความไม่แน่นอนต่อไป
หลุมยุบกลางกรุง! สน.สามเสนต้องรื้อ รพ.วชิรพยาบาล เร่งอพยพผู้ป่วย-ปชช.เดือดร้อนหนัก!
เช้าวันที่ 24 กันยายน 2568 เกิดเหตุระทึกบริเวณหน้า โรงพยาบาลวชิรพยาบาล และ สถานีตำรวจนครบาลสามเสน ถนนสามเสน หลังผิวการจราจรทรุดตัวและยุบลงเป็นโพรงขนาดใหญ่ ก่อนจะขยายวงกว้างอย่างต่อเนื่อง เสาไฟฟ้าถูกดึงจมหายลงไปใต้ถนน เจ้าหน้าที่ต้องสั่งปิดการจราจรตั้งแต่แยกวชิระถึงแยกซังฮี้โดยทันทีต่อมาผิวจราจรทรุดตัวลงอย่างรวดเร็ว เกิดเป็นหลุมยุบขนาดประมาณ 30 x 30 เมตร ลึกกว่า 20 เมตร ตรวจสอบพบว่าด้านล่างเป็นโครงสร้าง อุโมงค์รถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ (ช่วงเตาปูน–ราษฎร์บูรณะ) บริเวณจุดเชื่อมต่ออุโมงค์กับสถานี ส่งผลให้ระบบน้ำและไฟฟ้าในพื้นที่ถูกตัดโดยสิ้นเชิง และต้องเร่งอพยพประชาชนออกจากพื้นที่อย่างเร่งด่วน
ภายหลังทราบว่า สาเหตุเกิดจากการรั่วไหลของน้ำและดินไหลเข้าสู่โครงสร้างอุโมงค์ ทำให้เกิดช่องว่างใต้ดิน ดินทรุดตัว และถนนยุบลง โชคดีที่บริเวณดังกล่าวอยู่ระหว่างการก่อสร้าง จึงไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต อย่างไรก็ตาม บ้านเรือนประชาชนใกล้เคียง รวมถึงพื้นที่ชุมชนและโรงพยาบาลได้รับความเสียหายอย่างหนัก ส่งผลให้ต้องเร่งรื้อถอน สน.สามเสน ในทันที
เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้สังคมตั้งคำถามถึงความปลอดภัยของระบบโครงสร้างพื้นฐานในกรุงเทพมหานครอีกครั้ง แม้ทางการจะสามารถคืนผิวจราจรได้ในวันที่ 9 ตุลาคม 2568 ก็ตาม
ใต้ระทม! มหาอุทกภัยน้ำท่วมสูง หาดใหญ่จมบาดาล สะท้อนระบบปัญหาการจัดการน้ำ
ส่งท้ายภัยพิบัติใหญ่ปี 2568 กับเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ที่สร้างความเสียหายรุนแรงในหลายจังหวัด โดยเฉพาะพื้นที่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งเผชิญน้ำท่วมใหญ่จากฝนตกหนักติดต่อกันหลายวัน จนถูกขนานนามว่าเป็น “ฝน 300 ปี” ปริมาณฝนที่ตกลงมาอย่างมหาศาลเกินขีดความสามารถของระบบระบายน้ำ ประกอบกับหลายพื้นที่ภาคใต้เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำและถนนอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล ส่งผลให้น้ำระบายได้ยาก
สถานการณ์รุนแรงถึงขั้นหลายจังหวัดต้อง ยกธงแดง เร่งอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงเร่งด่วน ระดับน้ำในหลายพื้นที่สูงหลายเมตร จนท่วมมิดหลังคาบ้านเรือน ระบบสาธารณูปโภคได้รับความเสียหายอย่างหนัก ผู้ประสบภัยจำนวนมากขาดแคลนอาหารและสิ่งจำเป็น แม้หน่วยงานรัฐและเจ้าหน้าที่กู้ภัยจะเร่งเข้าช่วยเหลืออย่างเต็มกำลัง แต่กระแสน้ำที่เชี่ยวกราก ฝนที่ยังตกต่อเนื่อง รวมถึงขยะจำนวนมากที่ไหลมากับน้ำ กลับกลายเป็นอุปสรรคสำคัญ ทำให้การช่วยเหลือล่าช้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อุทกภัยภาคใต้ครั้งนี้กินเวลายาวนาน มากกว่าหนึ่งสัปดาห์ กว่าสถานการณ์จะเริ่มคลี่คลาย ทิ้งไว้เพียงความเสียหายอย่างหนักทั้งด้านพื้นที่ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยประเมินมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ มากกว่า 2.8 หมื่นล้านบาทต่อเดือน ขณะเดียวกันยังสร้างบาดแผลทางจิตใจให้กับผู้ประสบภัยจำนวนมาก
จากเหตุการณ์ดังกล่าว พบผู้เสียชีวิต มากกว่า 170 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก โดยจังหวัดสงขลามีผู้เสียชีวิตสูงสุด 131 ราย บาดเจ็บ 37 ราย และไม่มีรายงานผู้สูญหาย
อุทกภัยครั้งประวัติศาสตร์นี้ กลายเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้สังคมไทยต้องกลับมาทบทวนอย่างจริงจัง ทั้งเรื่อง ระบบผังเมือง การจัดการน้ำ ระบบแจ้งเตือนภัยแบบ Cell Broadcast รวมถึงการสร้างความรู้และการรู้เท่าทันภัยพิบัติในทุกรูปแบบ ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่าง ภาครัฐและภาคประชาชน เพื่อให้ความสูญเสียจากภัยพิบัติในอนาคตลดลงให้ได้มากที่สุด