เรียกได้ว่ากลายเป็นเรื่องใหญ่ หลังประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเมื่อวันที่ 3 ม.ค. ว่า กองทัพสหรัฐฯ ได้ทำการโจมตีครั้งใหญ่ในเวเนซุเอลา และจับกุมประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร และภริยา ซิเลีย ฟลอเรส
ทั้งคู่ยังถูกนำตัวไปนิวยอร์กและถูกตั้งข้อหาเกี่ยวกับการก่อการร้ายและยาเสพติด อย่างไรก็ตาม ความชอบด้วยกฎหมายของการปฏิบัติการนี้ถูกตั้งคำถาม แม้แต่พันธมิตรบางคนของทรัมป์ก็ยังชี้ว่านี่เป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ
สหรัฐฯ มีความชอบธรรมภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่?
ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศหลายคนเห็นพ้องต้องกันว่า สหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะละเมิดข้อกำหนดของกฎบัตรสหประชาชาติ ซึ่งลงนามในเดือน ต.ค. 1945 โดยมีจุดประสงค์เพื่อป้องกันความขัดแย้งในระดับเดียวกับสงครามโลกครั้งที่ 2
บทบัญญัติหลักของข้อตกลงนี้ หรือที่รู้จักกันในชื่อมาตรา 2 (4) กำหนดว่า รัฐต่าง ๆ ต้องงดเว้นจากการใช้กำลังทหารต่อประเทศอื่น และต้องเคารพในอธิปไตยของประเทศเหล่านั้น
เจฟฟรีย์ โรเบิร์ตสัน เคซี หัวหน้าผู้ก่อตั้ง Doughty Street Chambers และอดีตประธานศาลอาชญากรรมสงครามแห่งสหประชาชาติในเซียร์ราลีโอน กล่าวว่า การโจมตีเวเนซุเอลาขัดต่อมาตรา 2 (4) ของกฎบัตรสหประชาชาติ
เคซีเสริมว่า “ความจริงก็คือสหรัฐฯ ละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติ สหรัฐฯ ก่ออาชญากรรมการรุกราน ซึ่งศาลที่นูเรมเบิร์กเคยอธิบายว่า เป็นอาชญากรรมสูงสุด เป็นอาชญากรรมที่เลวร้ายที่สุด”
ด้าน เอลวิรา โดมิงเกซ-เรดอนโด ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายระหว่างประเทศแห่งมหาวิทยาลัยคิงส์ตัน อธิบายปฏิบัติการนี้ว่าเป็น “อาชญากรรมการรุกรานและการใช้กำลังโดยมิชอบด้วยกฎหมายต่อประเทศอื่น”
ส่วน ซูซาน เบรอว์ ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายระหว่างประเทศและนักวิจัยอาวุโสประจำสถาบันการศึกษากฎหมายขั้นสูง เห็นด้วยว่า การโจมตีจะถือว่าชอบด้วยกฎหมายได้ก็ต่อเมื่อสหรัฐฯ ได้รับมติจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) หรือกระทำการเพื่อป้องกันตนเองเท่านั้น ซึ่ง “สหรัฐฯ ไม่มีหลักฐานใด ๆ เลยในประเด็นทั้งสองนั้น”
สหรัฐฯ จะแก้ต่างการกระทำของตนอย่างไร?
ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า สหรัฐฯ อาจพยายามอ้างว่าโจมตีเวเนซุเอลาเพื่อป้องกันตนเอง เพื่อตอบโต้ภัยคุกคามจาก “องค์กรก่อการร้ายยาเสพติด” ที่ทรัมป์กล่าวหาว่ามาดูโรเป็นผู้นำ ซึ่งทั้งกฎบัตรสหประชาชาติและกฎหมายภายในประเทศของสหรัฐฯ เองก็มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการใช้กำลังทหารเพื่อป้องกันตนเองอยู่บ้าง
อย่างไรก็ตาม โรเบิร์ตสันกล่าวว่า “ไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่สหรัฐฯ จะอ้างได้ว่าการกระทำนั้นเป็นการป้องกันตนเอง แม้ว่าสหรัฐฯ จะอ้างเช่นนั้นอย่างแน่นอนก็ตาม หากคุณจะอ้างการป้องกันตนเอง คุณต้องมีความเชื่อที่แท้จริงและซื่อสัตย์ว่าคุณกำลังจะถูกโจมตีด้วยกำลัง ไม่มีใครบอกว่ากองทัพเวเนซุเอลาจะโจมตีสหรัฐฯ”
เขากล่าวอีกว่า “ความคิดที่ว่ามาดูโรเป็นเจ้าพ่อค้ายาเสพติดนั้นไม่สามารถเอาชนะกฎที่ว่าการรุกรานเพื่อเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองนั้นผิดกฎหมายได้”
เบรอว์เสริมว่า “คุณจะต้องพิสูจน์ว่า ผู้ค้ายาเสพติดเหล่านั้นกำลังคุกคามอธิปไตยของสหรัฐฯ โดยโต้แย้งอย่างหนักแน่นว่าการค้ายาเสพติดเป็นภัยร้ายแรงและคร่าชีวิตผู้คนจำนวนมาก แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศจำนวนมากได้พิจารณาเรื่องนี้แล้ว และไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนด้วยซ้ำว่า ผู้ค้ายาเสพติดเหล่านั้นมาจากเวเนซุเอลา นับประสาอะไรกับการที่พวกเขาอยู่ภายใต้การปกครองของมาดูโรในแง่ใด ๆ”
สหรัฐฯ จะโดนคว่ำบาตรหรือไม่?
คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติสามารถกำหนดมาตรการคว่ำบาตรต่อประเทศต่าง ๆ เพื่อพยายามรักษาสันติภาพ มาตรการเหล่านี้อาจรวมถึงการจำกัดการค้า การห้ามส่งอาวุธ และการห้ามเดินทาง
อย่างไรก็ตาม สมาชิกหลัก 5 ประเทศของคณะมนตรี ได้แก่ สหรัฐฯ จีน รัสเซีย สหราชอาณาจักร และฝรั่งเศส มีสิทธิยับยั้ง (วีโต้) ทำให้การดำเนินการใด ๆ ที่กระทำต่อสหรัฐฯ มีโอกาสน้อยที่จะมีผลบังคับใช้
โรเบิร์ตสันกล่าวว่า “การคว่ำบาตรต้องถูกกำหนดโดยคณะมนตรีความมั่นคงฯ และสหรัฐฯ เป็นสมาชิกที่มีสิทธิยับยั้ง”
เขาเสริมว่า “นี่เป็นเรื่องสำคัญ เพราะมันแสดงให้เห็นว่า คณะมนตรีความมั่นคงฯ เป็นองค์กรที่ไร้ค่า ประเทศที่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศสามารถหลีกเลี่ยงการประณามได้เพียงแค่ใช้สิทธิยับยั้ง องค์กรเดียวที่สามารถดำเนินการได้จะถูกลบล้างโดยสิทธิยับยั้งของสหรัฐฯ”
โลกจะเลียนแบบสหรัฐฯ?
หากสหรัฐฯ ไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ จากการโจมตีเวเนซุเอลา ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าอาจกระตุ้นให้ประเทศอื่น ๆ ดำเนินการที่อาจขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศแบบเดียวกัน
โรเบิร์ตสันกล่าวว่า “ผลที่ตามมาที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ จีนจะฉวยโอกาสรุกรานไต้หวัน นี่เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดที่จะทำเช่นนั้น โดยได้รับการสนับสนุนจากตัวอย่างของการรุกรานเวเนซุเอลาของทรัมป์ และแน่นอนว่าการประนีประนอมกับรัสเซียในการรุกรานยูเครน”
เขาเสริมว่า “อันที่จริง ผมจะบอกว่าการรุกรานเวเนซุเอลาของทรัมป์เป็นอาชญากรรมการรุกราน ซึ่งเป็นอาชญากรรมเดียวกันกับที่ปูตินก่อขึ้นโดยการรุกรานยูเครน”
โดมิงเกซ-เรดอนโดเสริมว่า มันอาจทำให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติอ่อนแอลงไปอีก “คณะมนตรีความมั่นคงฯ เป็นกลไกป้องกันสงครามโลกครั้งที่ 3 สิ่งนี้ถูกทำลายไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว ส่วนใหญ่โดยสหรัฐฯ แต่ก็รวมถึงสหราชอาณาจักรด้วย เมื่อพวกเขาก่อสงครามในอิรักโดยไม่ได้รับอนุญาต คณะมนตรีความมั่นคงฯ ถูกกัดกร่อนไปแล้ว”
เรียบเรียงจาก The Guardian