เมื่อวันที่ 7 ม.ค. เกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ (ICE) ใช้อาวุธปืนยิงหญิงวัย 37 ปีเสียชีวิตในเมืองมินนิอาโพลิส รัฐมินนิโซตา ทำให้เกิดความไม่พอใจ หลังรัฐบาลทรัมป์ระบุว่าเป็นการป้องกันตัว
โดยกระทรวงความมั่นคงแห่งชาติกล่าวว่า หญิงคนดังกล่าว ชื่อ เรเน นิโคล กู๊ด เป็น “ผู้ก่อจลาจลรุนแรง” ที่พยายามขับรถชนเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร
แต่ เจคอบ เฟรย์ นายกเทศมนตรีเมืองมินนิอาโพลิส กล่าวว่า “นี่คือเจ้าหน้าที่ที่ใช้อำนาจอย่างประมาทจนเป็นเหตุให้มีคนเสียชีวิต” พร้อมทั้งกล่าวคำหยาบคายไล่เจ้าหน้าที่ ICE ให้เดินทางออกจากเมือง
เจ้าหน้าที่ ICE หลายร้อยคนถูกส่งไปยังมินนิอาโพลิสซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการปราบปรามการเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายของรัฐบาลทรัมป์
วิดีโอที่โพสต์ลงโซเชียลมีเดียโดยผู้เห็นเหตุการณ์ดูเหมือนจะแสดงให้เห็นช่วงเวลาที่เกิดการยิง ซึ่งเกิดขึ้นประมาณ 10.25 น. ของวันที่ 7 ม.ค. ตามเวลาท้องถิ่น (23.25 ตามเวลาประเทศไทย)
จากหลายมุมมอง จะเห็นรถ SUV สีแดงเข้มจอดขวางถนนในย่านที่อยู่อาศัยในเมืองมินนิอาโพลิส มีฝูงชนที่ดูเหมือนกำลังประท้วงยืนอยู่ริมทางเท้า
รถของเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายปรากฏอยู่ใกล้ ๆ โดยเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองขับรถมาจอดข้างรถที่จอดอยู่บนถนน ลงจากรถและบอกให้ผู้หญิงที่อยู่หลังพวงมาลัยลงจากรถ SUV
เจ้าหน้าที่คนหนึ่งดึงที่จับประตูฝั่งคนขับ เจ้าหน้าที่อีกคนหนึ่งยืนอยู่ใกล้ด้านหน้าของรถ
จากวิดีโอ ยังไม่ชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่คนนั้นอยู่ใกล้แค่ไหน หรือถูกรถชนหรือไม่แต่หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวเปิดฉากยิงขณะที่รถ SUV สีแดงเข้มพยายามขับหนี ได้ยินเสียงปืน 3 นัด และเห็นรถคันนั้นเสียการควบคุมและชนเข้ากับรถที่จอดอยู่ใกล้ ๆ ริมถนน
ในโพสต์บน Truth Social ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ ICE ถูกรถชนอย่างโหดร้าย “เป็นเรื่องยากที่จะเชื่อว่าเขายังมีชีวิตอยู่ แต่ตอนนี้เขากำลังพักฟื้นอยู่ในโรงพยาบาล”
ประธานาธิบดีทรัมป์ยังกล่าวโทษฝ่ายซ้ายหัวรุนแรงว่า “คุกคาม ทำร้าย และโจมตีเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายและเจ้าหน้าที่ ICE ของเราเป็นประจำทุกวัน”
ไบรอัน โอฮารา ผู้บัญชาการตำรวจเมืองมินนิอาโพลิสกล่าวว่า ผู้เสียชีวิตอยู่ในรถของเธอและกำลังปิดกั้นถนนบนถนนพอร์ตแลนด์ จากนั้นเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายของรัฐบาลกลางได้เดินเข้าไปหาเธอ “และเธอก็เริ่มขับรถหนี”
คริสตี โนเอม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐฯ กล่าวว่า ผู้หญิงคนนั้น “สะกดรอยและขัดขวาง” เจ้าหน้าที่ตลอดทั้งวัน และพยายาม “เปลี่ยนรถของเธอเป็นอาวุธ” โดยพยายามขับรถชนเจ้าหน้าที่ในการกระทำที่ถือเป็น “การก่อการร้ายภายในประเทศ”
โนเอมกล่าวว่า เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางได้ยิงปืนเพื่อป้องกันตัว และได้รับบาดเจ็บ ก่อนที่จะได้รับการรักษาและออกจากโรงพยาบาลในพื้นที่
โนเอมกล่าวว่า เจ้าหน้าที่คนเดียวกันนี้ยังถูกรถชนขณะปฏิบัติหน้าที่ในเดือน มิ.ย.ด้วย และเสริมว่า ปฏิบัติการของ ICE ในเมืองจะดำเนินต่อไป และ FBI จะสอบสวนเหตุการณ์นี้
อย่างไรก็ตาม สภาเมืองมินนิอาโพลิสกล่าวในแถลงการณ์ว่า กู๊ดเพียงแค่ “ดูแลเพื่อนบ้านของเธอ” เมื่อเธอถูกยิงเสียชีวิต
เอมิลี เฮลเลอร์ ชาวเมืองผู้เห็นเหตุการณ์ เล่าว่า เธออยู่ที่บ้านเมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ ICE กำลังโต้เถียงกับผู้ประท้วงอยู่ข้างนอก เธอได้ยินเจ้าหน้าที่ตะโกนใส่ผู้หญิงคนหนึ่งที่ขับรถ SUV จากนั้นเจ้าหน้าที่คนหนึ่งพยายามเปิดประตูรถของเธอ และคนขับก็ถอยรถและเริ่มขับออกไป
“เจ้าหน้าที่ ICE คนหนึ่งก้าวไปอยู่หน้ารถของเธอและพูดว่า ‘หยุด!’ ซึ่งเธอกำลังเคลื่อนที่อยู่แล้ว จากนั้นก็ยิงเธอเข้าที่ใบหน้าในระยะประชิดผ่านกระจกหน้ารถ” เฮลเลอร์บอก
ผู้ว่าการรัฐมินนิโซตา ทิม วอลซ์ ก็โต้แย้งรายงานของรัฐบาลกลางเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้เช่นกัน โดยตอบโต้โพสต์ของกระทรวงความมั่นคงแห่งชาติว่า “อย่าไปเชื่อเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อนี้”
วอลซ์กล่าวว่า “รัฐจะรับประกันว่าจะมีการสอบสวนอย่างเต็มที่ เป็นธรรม และรวดเร็ว เพื่อให้เกิดความรับผิดชอบและความยุติธรรม”
ผู้นำพรรคเดโมแครตระดับสูง รวมถึงอดีตรองประธานาธิบดี กมลา แฮร์ริส และผู้นำเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎร ฮาคีม เจฟฟรีส์ ก็ได้ออกแถลงการณ์เช่นกัน แฮร์ริสเรียกคำอธิบายเหตุการณ์ของฝ่ายบริหารทรัมป์ว่า “การบิดเบือนความจริง”
มีการประท้วงและเดินขบวนในหลายส่วนของเมือง เนื่องจากชาวเมืองมินนิอาโพลิสบางส่วนที่โกรธแค้นประณามเหตุการณ์ยิงกันและเรียกร้องให้ ICE ออกไป
หลังเกิดเหตุ มีการจัดการประท้วงในเมืองอื่น ๆ ของสหรัฐฯ รวมถึงนิวออร์ลีนส์ ไมอามี ซีแอตเติล และกรุงนิวยอร์ก
โรงเรียนรัฐมินนิอาโพลิสประกาศยกเลิกการเรียนการสอนตลอดทั้งสัปดาห์ที่เหลือ “เนื่องจากความกังวลด้านความปลอดภัย”
ทั้งนี้ จุดเกิดเหตุอยู่ห่างจากจุดที่ “จอร์จ ฟลอยด์” ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสังหารในปี 2020 ไม่ถึง 2 กม.
เรียบเรียงจาก BBC