วันที่ 27 ม.ค. กลุ่มนักเคลื่อนไหวเปิดเผยว่า การปราบปรามอย่างโหดเหี้ยมของทางการอิหร่านต่อการประท้วงทั่วประเทศทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 6,126 คน และคาดว่ายังมีผู้เสียชีวิตอีกจำนวนมาก
ในขณะเดียวกัน กองเรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐฯ ได้เดินทางมาถึงภูมิภาคตะวันออกกลางแล้ว โดยเรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น (USS Abraham Lincoln) และเรือพิฆาตติดขีปนาวุธนำวิถีที่มาพร้อมกัน ทำให้สหรัฐฯ มีศักยภาพในการโจมตีอิหร่าน
หลังจากที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ว่าจะใช้ปฏิบัติการทางทหาร หากอิหร่านสังหารผู้ประท้วง หรือหากอิหร่านจะประหารชีวิตหมู่หลังจากการประท้วง อิหร่านก็ประกาศซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า หากสหรัฐฯ โจมตี จะลากตะวันออกกลางทั้งหมดเข้าสู่สงคราม แม้ว่าระบบป้องกันทางอากาศและกองทัพของอิหร่านจะยังคงอ่อนแอหลังจากการปะทะกับอิสราเอลในเดือน มิ.ย. 2025 ก็ตาม
ตัวเลขใหม่ที่เปิดเผยล่าสุดนี้มาจากสำนักข่าว Human Rights Activists News Agency ในสหรัฐฯ ซึ่งมีความแม่นยำในหลายรอบของการจลาจลในอิหร่าน โดยกลุ่มนี้จะตรวจสอบการเสียชีวิตกับเครือข่ายนักกิจกรรมในอิหร่าน
สำนักข่าวระบุว่า ผู้เสียชีวิตประกอบด้วยผู้ประท้วงอย่างน้อย 5,777 คน เจ้าหน้าที่รัฐบาล 214 คน เด็ก 86 คน และพลเรือนที่ไม่ได้เข้าร่วมการประท้วง 49 คน นอกจากนี้ การปราบปรามครั้งนี้ส่งผลให้มีการจับกุมมากกว่า 41,800 คน
ขณะที่รัฐบาลอิหร่านระบุจำนวนผู้เสียชีวิตต่ำกว่านั้น โดยอยู่ที่ 3,117 ราย ระบุว่า 2,427 รายเป็นพลเรือนและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย และที่เหลือถูกตราหน้าว่าเป็น “ผู้ก่อการร้าย”
ในอดีต อิหร่านเคยรายงานจำนวนผู้เสียชีวิตจากความไม่สงบต่ำกว่าความเป็นจริงหรือไม่รายงานเลย
การประท้วงในอิหร่านเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 28 ธ.ค. 2025 โดยมีสาเหตุมาจากการอ่อนค่าของเงินเรียลอิหร่าน และได้แพร่กระจายไปทั่วประเทศอย่างรวดเร็ว
การประท้วงถูกปราบปรามอย่างรุนแรงโดยรัฐบาลอิหร่าน โดยรุนแรงขึ้นหลังมีการปิดระบบอินเทอร์เน็ตนานกว่า 2 สัปดาห์
สื่อของรัฐบาลอิหร่านพยายามกล่าวโทษกองกำลังต่างประเทศว่าเป็นต้นเหตุของการประท้วง เนื่องจากระบอบการปกครองแบบศาสนาของรัฐบาลยังคงไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ของประเทศได้ เนื่องจากยังคงถูกกดดันจากมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องโครงการนิวเคลียร์
เรียบเรียงจาก Associated Press