Stavatti Aerospace บริษัทอากาศยานสัญชาติสหรัฐฯ เปิดตัวแนวคิดเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 6 รุ่น SM-39 Razor โดยอ้างว่าสามารถทำความเร็วได้มากกว่ามัค 4 พร้อมราคาต่อเครื่องราว 85 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และออกแบบมาเพื่อแข่งขันในโครงการกองทัพสหรัฐฯ รวมถึงตลาดต่างประเทศอย่างอินเดีย
Stavatti Aerospace ให้รายละเอียดว่า SM-39 Razor ถูกวางตำแหน่งให้เป็นเครื่องบินขับไล่ยุคใหม่ ออกแบบมาเพื่อทดแทนเครื่องบินรบหลายรุ่นของสหรัฐฯ ทั้ง F-22, F-15, F/A-18E/F
SM-39 Razor มาพร้อมโครงสร้างแบบ สามลำตัว (triple-fuselage) เพื่อลดแรงต้านอากาศเหนือเสียง โดยลำตัวกลางเป็นที่ตั้งห้องนักบิน ระบบอิเล็กทรอนิกส์ และอาวุธ ส่วนลำตัวด้านข้างติดตั้งเครื่องยนต์และระบบลงจอด
SM-39 Razor ถูกออกแบบให้ทำความเร็วได้เกินมัค 4 ใช้เครื่องยนต์ NeoThrust E1400 แบบ Variable Cycle สองเครื่อง ให้แรงขับมากกว่า 50,000 ปอนด์ต่อเครื่องยนต์ รองรับทั้งการบินเร็วเหนือเสียงและการบินแบบประหยัดเชื้อเพลิง
ตัวเครื่องใช้วัสดุขั้นสูงอย่าง Titanium Diboride Cermet ช่วยให้ทนความร้อนสูง และรองรับการบินที่ระดับความสูงมากกว่า 100,000 ฟุต
Stavatti Aerospace เผยว่า SM-39 Razor จะถูกผลิตใน 3 รุ่นหลัก ประกอบด้วย SM-39S รุ่นที่นั่งเดียว, SM-39T รุ่นสองที่นั่งเรียงหน้า-หลัง, และ SM-39U รุ่นไร้คนขับอัตโนมัติเต็มรูปแบบ
ทุกรุ่นถูกออกแบบให้รองรับการบินอัตโนมัติ โดยใช้ระบบควบคุมการบินแบบ Synthetic Intelligence (SI) ที่ผสาน AI เข้ากับระบบนำร่อง เซนเซอร์ อาวุธ และสงครามอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้เครื่องบินสามารถปฏิบัติภารกิจได้เอง ตั้งแต่สกัดกั้น โจมตี ลาดตระเวน และร่วมขบวนเข้าตี
ด้านอาวุธ SM-39 Razor รองรับทั้งปืนกล M61 Vulcan ขนาด 20 มม. และบรรทุกอาวุธภายใน–ภายนอกรวมสูงสุดกว่า 25,000 ปอนด์ มีช่องเก็บอาวุธภายใน 2 ช่อง นอกจากนี้ ยังถูกออกแบบให้รองรับอาวุธพลังงานตรง (Directed Energy Weapons) เช่น เลเซอร์พลังงานสูง รวมถึงแนวคิด Gas Dynamic Laser ที่ใช้ความร้อนจากเครื่องยนต์เป็นแหล่งพลังงาน ยิงลำแสงพลังงานสูงได้ไกลหลายไมล์ทะเล
สำหรับห้องนักบินเป็นแบบกระจกทั้งหมด (All-Glass Cockpit) พร้อมจอแสดงผลขนาดใหญ่ ระบบ HOTAS และการแสดงข้อมูลบนกระจกครอบห้องนักบินโดยตรง รองรับการบินทั้งกลางวัน-กลางคืน
ตามข้อมูลการออกแบบ SM-39 Razor มีต้นทุนต่อเครื่องราว 85 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขึ้นอยู่กับการติดตั้งระบบอิเล็กทรอนิกส์และเซนเซอร์ โดยตั้งเป้าให้แข่งขันกับเครื่องบินรบระดับเดียวกันในอนาคต
จุดอ่อนสำคัญ อยู่ที่ “ประวัติบริษัท”
อย่างไรก็ตาม การเปิดตัวครั้งนี้กลับถูกตั้งคำถามอย่างกว้างขวางในแวดวงอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เนื่องจาก Stavatti ถูกชี้ว่า ไม่เคยผลิตเครื่องบินของตนเองได้จริงตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีของบริษัท
แม้สเปกจะถูกระบุว่าสุดล้ำ แต่ประวัติของบริษัทกลับเป็นประเด็นใหญ่ สื่อหลายสำนักในสหรัฐฯ รายงานตรงกันว่า Stavatti ไม่เคยผลิตเครื่องบินต้นแบบที่บินได้จริงแม้แต่ลำเดียว
ในปี 2024 บริษัทถูกขับออกจากพื้นที่เช่าในรัฐนิวยอร์ก ขณะเดียวกันยังเผชิญคดีความจากนักลงทุนและผู้รับเหมา รวมถึงถูกยกเลิกสิทธิประโยชน์ทางภาษี หลังไม่สามารถเดินหน้าแผนการผลิตตามที่เคยประกาศไว้
นักวิเคราะห์ด้านกลาโหมถึงขั้นนิยามผลงานของบริษัทว่าเป็น “Vaporware” หรือแนวคิดที่มีแต่ภาพและเอกสาร แต่ไม่เคยกลายเป็นของจริง
ความเป็นไปได้ทางเทคนิคยังถูกกังขา
ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า การพัฒนาเครื่องบินขับไล่มัค 4 ขึ้นไป ต้องใช้เทคโนโลยีระดับเดียวกับโครงการทดลองอย่าง SR-71 Blackbird ซึ่งต้องอาศัยงบประมาณหลายหมื่นล้านดอลลาร์และเวลาหลายทศวรรษ
เมื่อเทียบกับเครื่องบินอย่าง F-35 ที่ใช้เวลาพัฒนาอย่างยาวนานและมีต้นทุนสูง การตั้งราคา SM-39 Razor ที่ 85 ล้านดอลลาร์ต่อเครื่อง จึงถูกมองว่าไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงทางอุตสาหกรรม
เดินสายเสนอขาย แม้ยังไม่มีของจริง
แม้ยังเป็นเพียงแนวคิดบนกระดาษ แต่ Stavatti ยังคงนำ SM-39 ไปเสนอในโครงการจัดหาเครื่องบินรบของอินเดีย และอ้างความสนใจจากกองทัพสหรัฐฯ แม้ยังไม่มีหน่วยงานใดออกมายืนยันอย่างเป็นทางการ
นักวิเคราะห์มองว่า SM-39 Razor เป็นตัวอย่างชัดเจนของช่องว่างระหว่าง “แนวคิด” กับ “การพัฒนาอากาศยานจริง” ในยุคที่ซอฟต์แวร์สามารถสร้างภาพและเอกสารได้สมจริง แต่การสร้างเครื่องบินรบยุคใหม่ยังต้องพึ่งพาทุน เทคโนโลยี และประสบการณ์ระดับมหาศาล
ที่มา: THE DEFENSE WATCH / Stavatti Aerospace