ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Axios เมื่อวันที่ 10 ก.พ. ที่ผ่านมา โดยเปิดเผยว่า มีความเป็นไปได้ที่จะส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบินชุดที่ 2 ไปยังตะวันออกกลาง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการปฏิบัติการทางทหาร หากการเจรจากับอิหร่านล้มเหลว
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 6 ก.พ. การเจรจาระดับสูงด้านนิวเคลียร์ระหว่างสองประเทศเริ่มต้นอีกครั้ง แต่สหรัฐฯ ได้ใช้แรงกดดันทางทหารต่ออิหร่านไปพร้อมกัน โดยส่งเรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น (USS Abraham Lincoln) ไปยังทะเลอาหรับใกล้อิหร่าน
ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่า สองฝ่ายจะทำข้อตกลงกันหรือไม่ สหรัฐฯ ก็ต้องทำอะไรที่รุนแรงเหมือนในครั้งก่อนหน้า ซึ่งเป็นการกล่าวถึงสงคราม 12 วัน เมื่อวันที่ 13 มิ.ย. 2025 ที่สหรัฐฯ ร่วมมือกับอิสราเอลโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ในอิหร่าน
อย่างไรก็ตาม ผู้นำสหรัฐฯ ยังแสดงทัศนคติเชิงบวกเกี่ยวกับการหาทางออกทางการทูต โดยระบุว่า รัฐบาลอิหร่านต้องการทำข้อตกลงอย่างมาก และเป็นการเจรจาที่จริงจังกว่าการเจรจาครั้งก่อน ๆ เนื่องจากภัยคุกคามทางทหาร
นอกจากนี้ทรัมป์ยังระบุว่า ไม่เพียงแต่โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านเท่านั้น แต่เป็นไปได้ที่ข้อตกลงจะครอบคลุมถึงคลังขีปนาวุธด้วย โดยคาดว่าการเจรจาทวิภาคีรอบที่ 2 จะเกิดขึ้นในสัปดาห์หน้า
สำหรับเรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น ปัจจุบันประจำการอยู่ในพื้นที่ความรับผิดชอบของกองบัญชาการกลาง (Central Command)
โดยเรือบรรทุกเครื่องบินลำนี้ได้รับการคุ้มกันด้วยเรือพิฆาตอีกหลายลำ และติดตั้งขีปนาวุธพิสัยไกล "โทมาฮอว์ก" (Tomahawk)
นอกจากนี้ กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ยังกำลังหาทางส่งยุทโธปกรณ์เข้าสู่พื้นที่ตะวันออกกลางเพิ่มเติม ทั้งเครื่องบินขับไล่ และระบบป้องกันภัยทางอากาศ
ขณะที่เมื่อวันที่ 11 ก.พ. อิหร่านได้จัดพิธีรำลึกครบรอบ 47 ปี การปฏิวัติอิสลาม โดยมีการนำโดรน และขีปนาวุธมาจัดแสดงระหว่างงานด้วย
ด้านประธานาธิบดีอิหร่าน มาห์ซูด เปเชซเคียน ได้ขึ้นกล่าวปราศรัยบนเวที โดยย้ำว่าอิหร่านไม่ต้องการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ และพร้อมให้ตรวจสอบ แต่จะไม่ยอมรับข้อเรียกร้องที่เกินขอบเขต รวมทั้งจะไม่ยอมจำนนต่อการคุกคาม หรือ ความอยุติธรรมใด ๆ ที่เกิดขึ้นกับอิหร่าน