เมื่อวันที่ 17 ก.พ. อิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซชั่วคราว เพื่อทำการซ้อมรบด้วยกระสุนจริง ซึ่งเป็นการแสดงแสนยานุภาพที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนัก ในขณะที่คณะเจรจาของอิหร่านกำลังเจรจากับสหรัฐฯ อีกรอบเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์
โดยขณะที่การเจรจารอบสองเริ่มต้นขึ้นที่เจนีวา สื่อของรัฐบาลอิหร่านประกาศว่า กองกำลังอิหร่านได้ยิงขีปนาวุธจริงไปยังช่องแคบ และจะปิดช่องแคบเป็นเวลาหลายชั่วโมงด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยและกิจการทางทะเล
ขณะเดียวกัน อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ได้เตือนว่า “กองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกบางครั้งอาจถูกตบอย่างแรงจนไม่สามารถลุกขึ้นยืนได้อีกครั้ง”
ต่อมา อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่าน ได้เปลี่ยนท่าที โดยแสดงความมองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับการเจรจาและกล่าวว่า “หน้าต่างบานใหม่ได้เปิดขึ้นแล้ว” สำหรับการบรรลุข้อตกลง
อารักชีกล่าวว่า “เราหวังว่าการเจรจาจะนำไปสู่ทางออกที่ยั่งยืนและเป็นไปตามข้อตกลง ซึ่งสามารถรับใช้ผลประโยชน์ของฝ่ายที่เกี่ยวข้องและภูมิภาคโดยรวมได้”
เขากล่าวเสริมว่า “อิหร่านยังคงเตรียมพร้อมอย่างเต็มที่ที่จะปกป้องตนเองจากภัยคุกคามหรือการรุกรานใด ๆ” และผลที่ตามมาจากการโจมตีอิหร่านจะไม่จำกัดอยู่แค่ภายในพรมแดนของประเทศ
อิหร่านกล่าวว่า กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ได้เริ่มการฝึกซ้อมตั้งแต่เช้าวันที่ 16 ก.พ. ในช่องแคบฮอร์มุซ อ่าวเปอร์เซีย และอ่าวโอมาน ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือระหว่างประเทศที่สำคัญ นับเป็นครั้งที่สองในรอบไม่กี่สัปดาห์ที่อิหร่านได้ทำการฝึกซ้อมยิงกระสุนจริงในช่องแคบฮอร์มุซ
อิหร่านมักทำการซ้อมรบทางทหารในช่องแคบ ซึ่งอาจขัดขวางการจราจรทางทะเล แต่การประกาศปิดช่องแคบครั้งนี้ถือเป็นการก้าวไปอีกขั้น อิหร่านเคยปิดช่องแคบครั้งล่าสุดในช่วงสงครามกับอิรักในทศวรรษ 1980 เมื่อครั้งที่วางทุ่นระเบิดในช่องแคบ
การประกาศครั้งล่าสุดนี้เป็นการส่งสัญญาณไปยังประชาคมระหว่างประเทศว่า การโจมตีอิหร่านจะส่งผลกระทบไปทั่วโลก
ขณะเดียวกัน คาเมเนอีได้เพิ่มคำเตือนต่อสหรัฐฯ เกี่ยวกับการเสริมกำลังทางทหาร โดยเฉพาะการส่งเรือบรรทุกเครื่องบินมาถึง 2 ลำ “แน่นอนว่าเรือรบเป็นเครื่องจักรที่อันตราย แต่สิ่งที่อันตรายยิ่งกว่าเรือรบก็คืออาวุธที่สามารถจมเรือรบได้”
เขายังเตือนสหรัฐฯ ไม่ให้ “บีบบังคับผลการเจรจาล่วงหน้า”
เรียบเรียงจาก Associated Press