Top-Songkran69 Top-Songkran69

วิจัยพบ มีโอกาสน้อยที่ “คนโกง” จะเปลี่ยนนิสัย โดยจะโกงแล้วโกงอีก

โดย PPTV Online

เผยแพร่

งานวิจัยเผย คนที่เคยโกงไปแล้วครั้งหนึ่ง มีโอกาสน้อยที่จะเปลี่ยนนิสัยของตนเอง พวกเขาจะโกงเช่นนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ในงานวิจัยทางจิตวิทยา มีการตั้งคำถามมาตลอดว่า คนที่โกงข้อสอบ มีแนวโน้มที่จะหลีกเลี่ยงภาษีมากขึ้นด้วยหรือไม่? หรือคนที่โกงในเกม ทำไป “แค่ครั้งเดียว” เพราะสถานการณ์เอื้ออำนวย หรือว่าแนวโน้มที่จะโกงเป็นส่วนหนึ่งของบุคลิกภาพของบุคคลนั้นอย่างสม่ำเสมอ

ในปี 2025 มีงานวิจัยชื่อ “โกง โกง ซ้ำแล้วซ้ำเล่า: ความสม่ำเสมอของพฤติกรรมที่ไม่ซื่อสัตย์ในสถานการณ์ที่เปรียบเทียบโครงสร้างได้” ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Journal of personality and social psychology

วิจัยพบ มีโอกาสน้อยที่ “คนโกง” จะเปลี่ยนนิสัย โดยจะโกงแล้วโกงอีก Freepik/rawpixel.com
วิจัยพบ คนโกงจะโกงซ้ำแล้วซ้ำเล่า

งานวิจัยนี้มุ่งเน้นไปที่คำถามเชิงวิจัยว่า การโกงเป็นสิ่งที่บางคนทำซ้ำแล้วซ้ำเล่ามากน้อยเพียงใด นำโดย อิซาเบล ทีลมันน์ จากสถาบัน มักซ์ พลังค์ เพื่อการศึกษาอาชญากรรม ความมั่นคง และกฎหมาย ในประเทศเยอรมนี วิเคราะห์ข้อมูลจากกลุ่มอาสาสมัครจำนวนมากที่เก็บรวบรวมในช่วงเวลาต่าง ๆ กัน

ในจุดเวลาแรก อาสาสมัครกว่า 2,900 คนได้กรอกแบบสอบถามเกี่ยวกับบุคลิกภาพและปัจจัยด้านมืดของบุคลิกภาพ ซึ่งเป็นการวัดแบบบูรณาการของลักษณะบุคลิกภาพด้านมืดต่าง ๆ เช่น ความหลงตัวเอง โรคจิต ความไร้ศีลธรรม ความเห็นแก่ตัว ความโลภ การเน้นผลประโยชน์ตัวเองสูงสุด ความซาดิสม์ และความอาฆาตพยาบาท แบบสอบถามเหล่านี้ยังรวมถึงคำถามเกี่ยวกับความซื่อสัตย์และความไม่ซื่อสัตย์ด้วย

ในจุดเวลาที่สอง อาสาสมัคร 2,900 คนเดิมได้เข้าร่วม “เกมเขียนเลข” ซึ่งเป็นการวัดพฤติกรรมความไม่ซื่อสัตย์ ในการทดลองนี้ พวกเขาต้องเขียนตัวเลขระหว่าง 1 ถึง 8 ลงบนกระดาษ

จากนั้น พวกเขาจะเห็นตัวเลขสุ่มระหว่าง 1 ถึง 8 บนหน้าจอ พวกเขาต้องตอบว่า “ใช่” หรือ “ไม่ใช่” ว่าตัวเลขที่พวกเขาเขียนลงบนกระดาษตรงกับตัวเลขบนหน้าจอหรือไม่

ถ้าพวกเขาตอบว่า “ใช่” พวกเขาจะได้รับเงิน 2 ยูโร ถ้าพวกเขาตอบว่า “ไม่ใช่” พวกเขาจะไม่ได้รับเงิน โดยอาสาสมัครได้รับแจ้งว่า นักวิทยาศาสตร์ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่า คำตอบนั้นเป็นความจริงหรือไม่ ดังนั้นโดยหลักการแล้ว อาสาสมัครสามารถตอบว่า “ใช่” เพื่อรับเงินจำนวนสูงสุดได้เสมอ

ในการทดลองครั้งที่สาม ความไม่ซื่อสัตย์ถูกวัดอีกครั้งโดยใช้เกมอื่นที่เรียกว่า “เกมโยนเหรียญ” อาสาสมัครประมาณ 1,900 คนที่เข้าร่วมในการทดลองสองครั้งแรกได้เข้าร่วมในการวัดครั้งนี้ด้วย

อาสาสมัครถูกขอให้เลือกด้านของเหรียญ (หัวหรือก้อย) แล้วโยนเหรียญ 3 ครั้ง จากนั้นพวกเขาต้องรายงานว่า “ใช่” หรือ “ไม่ใช่” ว่าพวกเขาโยนเหรียญได้ด้านที่เลือกในทั้ง 3 ครั้งหรือไม่ และเช่นเดียวกับเกมแรก คำตอบ “ใช่” จะได้รับเงิน 2 ยูโร และคำตอบ “ไม่ใช่” จะไม่ได้รับรางวัลใด ๆ

ประมาณ 3 ปีต่อมา การทดลองครั้งสุดท้ายได้เกิดขึ้น อาสาสมัครดั้งเดิมประมาณ 800 คนได้เข้าร่วมในส่วนสุดท้ายของการทดลองนี้ด้วย ณ จุดนี้ อาสาสมัครต้องทำ “เกมจับฉลาก” โดยแต่ละคนจะเห็นเดือนที่ถูกสุ่มเลือกมา และต้องระบุว่าเดือนนั้นตรงกับเดือนเกิดของแม่หรือไม่

หากตอบว่า “ใช่” จะได้รับเงิน 5 ยูโร ส่วนหากตอบว่า “ไม่” จะไม่ได้รับเงินใด ๆ ทั้งสิ้น และเช่นเคย อาสาสมัครได้รับแจ้งว่านักวิทยาศาสตร์ไม่มีวิธีตรวจสอบว่าพวกเขาตอบความจริงหรือไม่

นักวิทยาศาสตร์นำความน่าจะเป็นของการชนะในทั้ง 3 เกม มาเปรียบเทียบกับคำตอบ “ใช่” ของอาสาสมัคร เพื่อหาเปอร์เซ็นต์ของผู้เข้าร่วมที่ไม่ซื่อสัตย์ที่โกหกเพื่อหวังจะได้เงินมากขึ้น โดยทั่วไปแล้ว โอกาสที่ใครจะชนะในเกมทั้ง 3 อย่างนั้นค่อนข้างน้อย ในทั้ง 3 เกม เปอร์เซ็นต์ของคำตอบ “ใช่” สูงกว่าที่คาดไว้หากทุกคนตอบอย่างตรงไปตรงมา

ในเกมเขียนเลข หากผู้เข้าร่วมทุกคนตอบอย่างตรงไปตรงมา คำตอบ “ใช่” จะอยู่ที่ประมาณ 12.5% แต่คำตอบ “ใช่” ในการทดลองจริงสูงถึง 32%

ในเกมโยนเหรียญ หากผู้เข้าร่วมทุกคนตอบอย่างตรงไปตรงมา คำตอบ “ใช่” จะอยู่ที่ประมาณ 12.5 % แต่คำตอบ “ใช่” ในการทดลองจริงอยู่ที่ 22%

และในการกิจจับฉลาก หากผู้เข้าร่วมทุกคนตอบอย่างตรงไปตรงมา คำตอบ “ใช่” จะอยู่ที่ประมาณ 8.3 % แต่คำตอบ “ใช่” ในการทดลองจริงสูงถึง 50%

ดังนั้น อาสาสมัครจึงไม่ซื่อสัตย์เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในเกมจับฉลาก จากนั้นนักวิทยาศาสตร์ได้ใช้แบบจำลองทางสถิติที่ซับซ้อนเพื่อกำหนดโอกาสที่บุคคลจะโกงในเกมต่าง ๆ หลายเกม

พวกเขาพบความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งและมีนัยสำคัญทางสถิติ นั่นคือ หากใครบางคนโกงในเกมแรกเพื่อรับเงินมากขึ้น พวกเขาก็มีแนวโน้มสูงที่จะโกงในเกมที่สองและสามด้วย ตัวอย่างเช่น หากใครบางคนไม่ซื่อสัตย์ในเกมเขียนเลข โอกาสที่จะไม่ซื่อสัตย์ในเกมโยนเหรียญก็สูงถึง 43.8%

ในทางตรงกันข้าม หากใครบางคนซื่อสัตย์ในเกมเขียนเลข โอกาสที่พวกเขาจะไม่ซื่อสัตย์ในเกมโยนเหรียญนั้นมีเพียง 6.3% เท่านั้น ที่น่าทึ่งคือ ความสม่ำเสมอในการโกงยังปรากฏในการทดลองที่สาม ซึ่งเกิดขึ้นเกือบ 3 ปีหลังจากการทดลองอื่น ๆ

นอกจากนี้ ปัจจัยด้านมืดของบุคลิกภาพยังแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงอย่างมีนัยสำคัญกับการไม่ซื่อสัตย์อย่างสม่ำเสมอในหลาย ๆ การทดลอง โดยยิ่งปัจจัยด้านมืดสูงเท่าไร อาสาสมัครก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะโกหกในการทดลองมากกว่า 1 มากขึ้นเท่านั้น

ข้อสรุป คนที่โกงครั้งหนึ่งมีแนวโน้มสูงที่จะโกงอีก

โดยรวมแล้ว ผลการศึกษาชัดเจนมาก พฤติกรรมที่ไม่ซื่อสัตย์มีความสม่ำเสมอสูงในการทดลองต่าง ๆ และช่วงเวลาต่าง ๆ คนที่โกงครั้งหนึ่งเพื่อหารายได้เพิ่มมีแนวโน้มสูงที่จะทำเช่นนั้นอีก นี่แสดงให้เห็นว่า ความไม่ซื่อสัตย์ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่เป็นลักษณะนิสัยที่สม่ำเสมอ ดังนั้น คนที่โกงครั้งหนึ่งจึงไม่น่าจะเปลี่ยนนิสัยของตนเอง พวกเขาจะทำเช่นนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

อ่านงานวิจัยฉบับเต็ม ที่นี่

เรียบเรียงจาก Psychology Today

Bottom-Songkran69 Bottom-Songkran69

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ