สำนักข่าวบลูมเบิร์ก สื่อด้านธุรกิจของสหรัฐฯ ประเมินค่าใช้จ่ายปฏิบัติการทางทหารของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ในภูมิภาคแคริบเบียน โดยคำนวณบนพื้นฐานค่าใช้จ่ายรายวันของกองทัพเรือ
พบว่าปฏิบัติการของเรือหลายสิบลำ ฝูงบินขับไล่ ฝูงโดรน และกองเรือสนับสนุนกำลังบำรุง มีค่าใช้จ่ายสูงสุดอยู่ที่มากกว่า 20 ล้านดอลลาร์ต่อวัน หรือ กว่า 600 ล้านบาท ในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมกราคม
ทำให้ยอดรวมนับตั้งแต่เริ่มประจำการ กองทัพสหรัฐฯ ใช้งบประมาณสำหรับปฏิบัติการไปแล้วกว่า 2,900 ล้านดอลลาร์ หรือ ประมาณ 90,000 ล้านบาท
โดยเงินก้อนนี้รวมถึงค่าใช้จ่ายในการบุกจับตัวอดีตประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลา และภรรยาด้วย
รายงานของบลูมเบิร์กระบุว่าเฉพาะค่าใช้จ่าย สำหรับกองเรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส เจอรัลด์ ฟอร์ด อยู่ที่ราว ๆ 11.4 ล้านดอลลาร์ต่อวัน หรือเกือบ 350 ล้านบาท ซึ่งรวมถึงค่าใช้จ่ายด้านโลจิสติกส์, ข่าวกรอง, การสนับสนุนไซเบอร์ และการฝึกซ้อมขั้นตอนการปฏิบัติงานจริง
ค่าใช้จ่ายพื้นฐานส่วนใหญ่อยู่ภายใต้งบประมาณกลาโหมที่มีอยู่ในปัจจุบัน แต่ด้วยปฏิบัติการสู้รบเพิ่มเติม สำนักข่าวบลูเบิร์กจึงประเมินว่าค่าใช้จ่ายสำหรับปีนี้น่าจะสูงกว่าที่คาดหมายไว้อย่างมาก
อย่างไรก็ตาม เวเนซุเอลามีแหล่งสำรองน้ำมันดิบที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว อยู่ประมาณ 303,000 ล้านบาร์เรล หรือราว ๆ 17% ของแหล่งสำรองน้ำมันดิบโลก สหรัฐฯ ทำหน้าที่เป็นนายหน้าขายน้ำมันดิบให้แก่รัฐบาลชั่วคราวของเวเนซุเอลาไปแล้วกว่า 50 ล้านบาร์เรล
โดยการวางกำลังทหารไว้ในเวเนซุเอลาเป็นการรับประกันว่ารายได้จากน้ำมัน จะถูกบริหารจัดการภายใต้เงื่อนไขของรัฐบาลสหรัฐฯ
ขณะที่ถ้อยแถลงของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อเร็ว ๆ นี้ บ่งชี้ว่า สหรัฐฯ จะยังคงประจำการทางทหารในแถบนี้ต่อไป โดยบอกว่ามันจะถูกใช้เป็นสัญญาณเตือนไปยังตัวละครอื่น ๆ ในภูมิภาค
นอกเหนือจากเวเนซุเอลาแล้ว ผู้นำสหรัฐฯ ยังเคยเอ่ยปากขู่โคลอมเบีย เม็กซิโก คิวบา และปานามา กล่าวอ้างเกี่ยวกับปัญหายาเสพติด คนเข้าเมืองผิดกฎหมาย และการควบคุมทางยุทธศาสตร์ โดยไม่ตัดความเป็นไปได้ของการใช้ปฏิบัติการทางบกเพิ่มเติม
ขณะที่ทำเนียบขาวอ้างว่าปฏิบัติการเวเนซุเอลาไม่ได้ใช้งบประมาณจากเงินภาษีของประชาชนเพิ่มเติม โดยให้เหตุผลว่าหน่วยทหารที่เข้าร่วมในปฏิบัติการบริเวณทะเลแคริบเบียน เป็นกองกำลังที่ประจำการในภูมิภาคอยู่ก่อนแล้ว