หน่วยงานด้านอุตุนิยมวิทยาและนักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศทั่วโลก เริ่มส่งสัญญาณเตือนถึงความเป็นไปได้ในการก่อตัวของปรากฏการณ์ เอล นีโญ (El Niño) ในมหาสมุทรแปซิฟิกในช่วงปลายปี 2026 ซึ่งอาจกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้อุณหภูมิโลกพุ่งสูงขึ้นจนทำลายสถิติร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2027
สัญญาณเตือนจากการพยากรณ์และอุณหภูมิน้ำทะเล ทั้งองค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ และสำนักอุตุนิยมวิทยาแห่งออสเตรเลีย ระบุว่า แบบจำลองสภาพภูมิอากาศเริ่มชี้ให้เห็นถึงการก่อตัวของเอล นีโญ
ดร. แอนดรูว์ วัตกินส์ นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศจากมหาวิทยาลัยโมนาช ประเทศออสเตรเลีย ระบุว่า เอล นีโญ จะทำให้ผิวน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตศูนย์สูตรทางตะวันออกและตอนกลางมีอุณหภูมิอุ่นกว่าปกติ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดสภาพอากาศที่ร้อนจัดผิดปกติทั่วโลกต่อเนื่อง
โดยปกติแล้ว ลมค้าจะพัดจากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตก แต่เมื่อเกิดเอล นีโญ ลมเหล่านี้จะอ่อนกำลังลง ทำให้น้ำอุ่นที่สะสมอยู่ไหลย้อนกลับไปยังชายฝั่งของทวีปอเมริกาและปลดปล่อยความร้อนมหาศาลสู่ชั้นบรรยากาศ
ซึ่งคาดว่าหากเอล นีโญเริ่มก่อตัวในช่วงกลางปี 2026 จะไปถึงจุดสูงสุดในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงมกราคม ซึ่งจะส่งผลกระทบต่ออุณหภูมิพื้นผิวโลกอย่างเต็มที่ในปีถัดไป
นักอุตุนิยมวิทยา ได้ตรวจพบสัญญาณเริ่มแรกที่สำคัญ นั่นคือ การเกิดกระแสลมกระโชกแรงในพื้นที่ห่างไกลของมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกรุนแรงทุบสถิติในรอบหลายเดือน กระแสลมเหล่านี้ทำหน้าที่เสมือนตัวผลักดันให้น้ำทะเลที่อุ่นที่สุดในโลกเคลื่อนตัว จากบริเวณใกล้เกาะกวมไปยังชายฝั่งอเมริกาใต้ ซึ่งเป็นสัญญาณเริ่มต้นที่ชัดเจนของการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สภาวะเอล นีโญ
ด้าน ดร. ซีค เฮาส์ฟาเธอร์ นักวิจัยจากกลุ่ม Berkeley Earth ระบุว่า ปี 2027 มีโอกาสสูงมากที่จะสร้างสถิติอุณหภูมิโลกใหม่ หากเกิดเอล นีโญที่มีความรุนแรงระดับปานกลางถึงมาก
นอกจากนี้ นักวิทยาศาสตร์ยังเปรียบเทียบปรากฏการณ์นี้ว่าเหมือนกับการเปิดฝาหม้อ เนื่องจากโลกเพิ่งผ่านพ้นปรากฏการณ์ ลา นีญา (La Niña) ที่ยาวนานผิดปกติ ซึ่งช่วยกักเก็บพลังงานความร้อนไว้ใต้ผิวน้ำ เมื่อเปลี่ยนผ่านเข้าสู่เอล นีโญ พลังงานความร้อนเหล่านั้นจะถูกปลดปล่อยออกมาสู่ชั้นบรรยากาศ
พร้อมชี้ว่า สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ เอล นีโญครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
หากเอล นีโญ หนักขึ้นในช่วงปลายปีนี้ ก็น่าจะหนักจนถึงจุดสูงสุดในช่วงเดือนพฤศจิกายน - มกราคม และส่งผลกระทบต่ออุณหภูมิพื้นผิวโลกในปี 2027 เป็นหลัก และนี่คือเหตุผลที่ผมคาดการณ์ว่า ปี 2027 อุณหภูมิโลกน่าจะสร้างสถิติใหม่ หากปรากฏการณ์เอล นีโญระดับปานกลางถึงรุนแรงเกิดขึ้นจริง - ดร. ซีค เฮาส์ฟาเธอร์
ด้วยเหตุนี้ องค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ จึงต้องปรับเปลี่ยนวิธีการคำนวณดัชนี เอล นีโญ และลา นีญา ใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพโลกที่ร้อนขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเกณฑ์มาตรฐานเดิมไม่สามารถสะท้อนความเป็นจริงของปฏิสัมพันธ์ระหว่างมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศได้อีกต่อไป
ส่วนผลกระทบที่ทั่วโลกต้องเตรียมรับมือ ปรากฏการณ์เอล นีโญไม่เพียงแต่นำมาซึ่งความร้อนสุดขั้ว แต่ยังเชื่อมโยงกับเหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรงทั่วโลก เช่น ภัยแล้งรุนแรงที่มักเกิดขึ้นในออสเตรเลีย อินโดนีเซีย เอเชียใต้ และอเมริกากลาง หรือฝนตกหนักและน้ำท่วมในบางส่วนของอเมริกาใต้ ตอนใต้ของสหรัฐฯ และจะงอยแอฟริกา
หรือจะเป็นระดับน้ำทะเลหนุนสูง ที่ส่งผลให้ระดับน้ำทะเลโลกสูงขึ้นถึง 2.34 เซนติเมตร ภายในเวลาเพียง 2 ปี ซึ่งส่งผลกระทบอย่างหนักต่อชุมชนชายฝั่ง โดยเฉพาะในแอฟริกา และคลื่นความร้อนในทะเล ที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลและเศรษฐกิจการประมง
องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก ย้ำว่า การประกาศเตือนล่วงหน้าและการเตรียมความพร้อมของรัฐบาลทั่วโลกเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อจำกัดผลกระทบต่อสุขภาพ ระบบนิเวศ และเศรษฐกิจ ก่อนที่โลกจะเข้าสู่ช่วงเวลาที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ในอีกไม่นาน
ที่มา: The Guardian / Oceanographic / ABC News / World Meteorological Organization