เมื่อวันที่ 5 มี.ค. สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ จัดให้มีการลงมติจำกัดอำนาจสงครามของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งหากเสียงเกินครึ่งเห็นชอบ จะบีบให้ทรัมป์ต้องสั่งยุติสงคราม และกำหนดให้ต้องได้รับอนุมัติจากรัฐสภาก่อนสำหรับการโจมตีใด ๆ
ผลการลงมติคือ “ไม่เห็นชอบ” แบบเฉียดฉิวที่ 219 เสียงต่อ 212 เสียง เนื่องจากพรรครีพับลิกันของทรัมป์ครองเสียงข้างมาก
เกรกอรี มีกส์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเดโมแครต ซึ่งเป็นผู้นำคณะกรรมการกิจการต่างประเทศของสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า “โดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ใช่กษัตริย์ และหากเขาเชื่อว่าสงครามกับอิหร่านเป็นผลประโยชน์ของชาติ เขาต้องมาที่รัฐสภาและชี้แจงเหตุผล”
ขณะที่ ไบรอัน มาสต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรครีพับลิกัน รัฐฟลอริดา ประธานคณะกรรมการกิจการต่างประเทศของสภาผู้แทนราษฎร กล่าวขอบคุณทรัมป์อย่างเปิดเผยสำหรับการดำเนินการต่อต้านอิหร่าน โดยกล่าวว่าประธานาธิบดีกำลังใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญของตนเองเพื่อปกป้องสหรัฐฯ จาก “ภัยคุกคามที่ใกล้เข้ามา” จากอิหร่าน
นอกจากนี้ สภาผู้แทนราษฎรยังลงมติเห็นชอบว่าอิหร่านเป็นรัฐที่ให้การสนับสนุนการก่อการร้ายรายที่ใหญ่ที่สุด
ทั้งนี้ ภายใต้รัฐธรรมนูญของสหรัฐฯ ปกติจะมีเพียงรัฐสภาเท่านั้นที่สามารถประกาศสงครามได้ ประธานาธิบดีสามารถดำเนินการทางทหารบางอย่างได้โดยลำพัง
ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายได้โต้แย้งมานานแล้วว่า ภายใต้เอกสารก่อตั้งประเทศของสหรัฐฯ อำนาจดังกล่าวใช้ได้เฉพาะในกรณีของการป้องกันตนเองของประเทศเท่านั้น ซึ่งนั่นอาจเป็นเหตุผลที่รัฐบาลทรัมป์อ้างว่า การโจมตีอิหร่านที่เกิดขึ้นเป็น “การป้องกันตัวเองล่วงหน้า”
ทหารสหรัฐฯ 6 นายเสียชีวิตในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาจากการโจมตีด้วยโดรนในคูเวต และทรัมป์กล่าวว่าอาจมีชาวอเมริกันเสียชีวิตเพิ่มขึ้นอีก
เรียบเรียงจาก Al Jazeera