จากกรณีที่ ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน ของอิหร่าน แถลงเมื่อวันที่ 7 มีนาคมที่ผ่านมาว่า นับจากนี้จะไม่มีการโจมตีประเทศเพื่อนบ้านแถบตะวันออกกลางอีกต่อไป เว้นแต่จะมีการโจมตีจากประเทศเหล่านั้น พร้อมกล่าวขอโทษ และยืนยันต่อประเทศเพื่อนบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีว่าไม่มีเจตนาที่จะรุกราน นั้น
ล่าสุด กระทรวงการต่างประเทศซาอุดีอาระเบีย แถลงการณ์ตอบโต้ถ้อยแถลงของประธานาธิบดีอิหร่านว่า ฝ่ายอิหร่านไม่ได้ปฏิบัติตามคำกล่าวดังกล่าวในทางปฏิบัติ พร้อมประณามอย่างหนักแน่นต่อการโจมตีของอิหร่าน
กระทรวงการต่างประเทศซาอุดีอาระเบีย ระบุว่า ขอประณามอย่างหนักแน่นต่อการโจมตีจาก Iran ต่อราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียและประเทศสมาชิกของคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (Gulf Cooperation Council หรือ GCC) รวมถึงกลุ่มประเทศอาหรับ อิสลาม และประเทศมิตรอื่น ๆ โดยระบุว่าการกระทำดังกล่าวไม่สามารถยอมรับได้ไม่ว่าภายใต้สถานการณ์ใด
แถลงการณ์ระบุว่า ซาอุดีอาระเบียยังคงมีสิทธิเต็มที่ในการดำเนินมาตรการที่จำเป็นทั้งหมดเพื่อปกป้องความมั่นคง อธิปไตย ตลอดจนความปลอดภัยของประชาชนและผู้พำนักในประเทศ รวมทั้งเพื่อยับยั้งการรุกราน
การโจมตีเป้าหมายพลเรือน สนามบิน และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เช่น โรงงานน้ำมัน เป็นการคุกคามต่อความมั่นคงและเสถียรภาพของภูมิภาค และถือเป็นการละเมิดกฎบัตรระหว่างประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศชัดเจน
แถลงการณ์ยังกล่าวถึงคำพูดของประธานาธิบดีอิหร่าน ที่ระบุว่าอิหร่านไม่มีแผนโจมตีประเทศเพื่อนบ้าน และอ้างว่าการตัดสินใจดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้นำของอิหร่าน อย่างไรก็ตาม ซาอุดีอาระเบียระบุว่าฝ่ายอิหร่านไม่ได้แสดงให้เห็นถึงการปฏิบัติตามคำกล่าวนั้นในทางปฏิบัติ
ทางการซาอุฯ ระบุว่า อิหร่านยังคงดำเนินการโจมตีโดยอ้างเหตุผลที่ไม่มีมูลความจริง รวมถึงข้อกล่าวหาที่ซาอุดีอาระเบียได้ชี้แจงไปก่อนหน้านี้แล้วว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยเฉพาะการกล่าวอ้างว่าเครื่องบินขับไล่และเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงได้ออกจากซาอุดีอาระเบียเพื่อเข้าร่วมสงคราม
ซาอุดีอาระเบียย้ำว่า เครื่องบินดังกล่าวมีภารกิจเพียงการลาดตระเวนทางอากาศเพื่อเฝ้าระวังและปกป้องน่านฟ้าของซาอุดีอาระเบียและประเทศสมาชิก GCC จากขีปนาวุธและโดรนของอิหร่านเท่านั้น
แถลงการณ์ยังเตือนว่า การโจมตีอย่างต่อเนื่องของอิหร่านถือเป็นการยกระดับความตึงเครียดเพิ่มเติม ซึ่งอาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อความสัมพันธ์ทวิภาคีทั้งในปัจจุบันและในอนาคต
แถลงการณ์ ทิ้งท้ายว่า การกระทำของอิหร่านในขณะนี้ไม่ได้สะท้อนถึงความรอบคอบ และไม่ช่วยลดความเสี่ยงของการขยายตัวของความขัดแย้ง ซึ่งหากสถานการณ์บานปลาย อิหร่านอาจเป็นฝ่ายที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด
ที่มา: Ministry of Foreign Affairs of the Kingdom of Saudi Arabia