จากกรณีมีรายงานการโจมตีแหล่งเก็บเชื้อเพลิงหลายแห่งในกรุงเตหะรานของอิหร่าน ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้ขนาดใหญ่ และเกิดควันดำหนาทึบลอยปกคลุมทั่วเมืองตั้งแต่ช่วงเช้าของวันที่ 8 มีนาคม นั้น
ต่อกรณีดังกล่าว สำนักข่าวบีบีซี ย้อนเปิดคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) ถึงผลกระทบจากการเผาไหม้น้ำมันดิบที่ส่งผลให้เกิดควันดำมหึมาลอยสู่อากาศ ผ่านเหตุการณ์กลุ่มรัฐอิสลามเผาทำลายบ่อน้ำมันในเมืองโมซุลของอิรักเมื่อปี 2016
WHO ระบุว่า การเผาไหม้น้ำมันดิบสามารถปล่อยควันซึ่งประกอบด้วยก๊าซและอนุภาคอันตรายจำนวนมาก อาจมีสารพิษหลายชนิด เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ คาร์บอนมอนอกไซด์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ไนโตรเจนออกไซด์ โอโซน และสารไฮโดรคาร์บอน รวมถึงเขม่าควันและละอองน้ำมันที่ยังเผาไหม้ไม่สมบูรณ์
โดยเฉพาะฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน หรือที่เรียกว่า PM 10 ซึ่งสามารถแทรกซึมเข้าสู่ปอดและพาสารพิษเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจได้
WHO เตือนว่า การสูดดมควันหรือไอระเหยจากไฟไหม้น้ำมันดิบอาจทำให้เกิดการระคายเคืองต่อจมูก คอ และปอด ส่งผลให้เกิดอาการไอ จาม น้ำมูกไหล แน่นหน้าอก รวมถึงอาการเวียนศีรษะและปวดศีรษะ
กรณีที่ได้รับควันพิษในระดับสูง อาจเกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง และอาจทำให้เกิดความเสียหายรุนแรงต่อทางเดินหายใจและปอด
ส่วนผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหอบหืด โรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรัง หรือโรคหัวใจ จะมีความไวต่อควันพิษมากกว่าคนทั่วไป และมีความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาสุขภาพแม้ได้รับสารพิษในระดับต่ำ นอกจากนี้ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ยังสามารถกระตุ้นให้เกิดอาการหอบหืดกำเริบได้
WHO เตือนว่า เด็ก ถือเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง เนื่องจากหายใจถี่กว่าผู้ใหญ่และอยู่ใกล้พื้นดินซึ่งเป็นบริเวณที่ก๊าซพิษอาจสะสมอยู่ อีกทั้งทางเดินหายใจของเด็กมีขนาดเล็ก จึงอาจอุดตันจากการระคายเคืองได้ง่ายกว่า
WHO ยังเตือนว่าการสัมผัสควันพิษทางผิวหนังอาจทำให้เกิดการระคายเคืองและผื่น ส่วนการสัมผัสผ่านดวงตาอาจทำให้เกิดอาการแสบตา น้ำตาไหล ตาแดง และในกรณีรุนแรงอาจทำให้กระจกตาเสียหายจนเกิดความบกพร่องทางการมองเห็นถาวรได้
WHO แนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการสัมผัสควันพิษให้มากที่สุด โดยหากอยู่กลางแจ้งควรใช้ผ้าปิดจมูกและปากและหลีกเลี่ยงจากการอยู่ในพื้นที่ที่มีควันไฟ เดินทวนทิศทางลมเพื่อหลีกเลี่ยงการสูดดมควัน ทั้งนี้ แม้ผ้าปิดหน้าจะช่วยป้องกันได้เพียงเล็กน้อยแต่ก็อาจช่วยลดการสัมผัสควันในระหว่างการอพยพออกจากพื้นที่
ประชาชนควรหลบอยู่ภายในอาคารเมื่อเป็นไปได้ พร้อมปิดประตู หน้าต่าง และช่องเปิดต่าง ๆ เพื่อป้องกันควันเข้าสู่ภายในบ้าน อย่างไรก็ตาม ควรระวังไม่ใช้ถ่านหิน ถ่านไม้ หรือเชื้อเพลิงอื่นในการประกอบอาหารหรือให้ความร้อนในพื้นที่ปิด เนื่องจากอาจทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์สะสมจนเป็นอันตรายได้
สำหรับผู้ที่มีโรคหอบหืดหรือโรคระบบทางเดินหายใจ ควรเตรียมยาประจำตัว เช่น ยาพ่น ไว้ใกล้ตัวตลอดเวลา หากเกิดการระคายเคืองที่ผิวหนังหรือดวงตา ควรล้างด้วยน้ำสะอาดอย่างน้อยประมาณ 15 นาที
WHO ยังแนะนำว่าผู้ที่มีอาการหายใจลำบาก ระคายเคืองตาอย่างรุนแรง หรือเกิดแผลพุพองบนผิวหนัง ควรรีบเข้ารับการรักษาทางการแพทย์โดยเร็วที่สุด พร้อมติดตามประกาศจากหน่วยงานสาธารณสุขผ่านสื่อสาธารณะหรือสื่อสังคมออนไลน์อย่างใกล้ชิด
ที่มา: BBC / World Health Organization