แม้ว่าท่าทีของสงครามอิหร่าน-อิสราเอล ที่มีสหรัฐอเมริกาเข้าไปร่วมด้วย จะยังไม่มีฝั่งไหนออกตัวยอมถอยแบบชัดเจน ล่าสุด ม.ล.ณัฏฐกรณ์ เทวกุล นักวิเคราะห์การเมืองและสถานการณ์ต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์พีพีทีวี ถึงกรณีสงครามอิหร่าน หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ต่อสายพูดคุยกับประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย โดยระบุช่วงหนึ่งระบุว่า ปูตินแสดงความพร้อมช่วยคลี่คลายสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางด้วย
ม.ล.ณัฏฐกรณ์ อธิบายว่า ในรายละเอียดที่ทรัมป์พูดคุบกับปูตินนั้น หลักๆคือ เรื่องที่ต้องการให้รัสเซียยุติสงครามในยูเครน ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการให้เข้ามาเป็นตัวกลางคลี่คลายสถานการณ์สงครามในอิหร่าน โดยมองว่าข่าวที่ออกมามีความคาดเคลื่อนจากสื่อที่คาดคะเนกันไปเองเท่านั้น
ส่วนข้อสงสัยที่ว่า สหรัฐถูกอิราเอลชักจูง หลอกให้เข้ามาร่วมสงครามในครั้งนี้หรือไม่ ม.ล.ณัฏฐกรณ์ บอกว่า ไม่เป็นความจริง สหรัฐมีแผนการสังหาร “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” มาตั้งแต่ปี 1979 เพราะมีแนวคิดสนับสนุนการก่อการร้ายที่เป็นภัยคุกคามสหรัฐและหลายประเทศ แต่ก็ไม่เคยได้รับไฟเขียวจากประธานาธิบดีสหรัฐ เพราะกังวลว่าจะมีสงคราม ซึ่งกระทบกับเศรษฐกิจโลกอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้
ส่วนของอิสราเอลนั้น มองว่า เข้ามามีบทบาทในการโน้มน้าว และ ส่งพิกัดผู้นำอิหร่านให้สหรัฐเท่านั้น ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นผลประโยชน์ร่วมมากกว่าการหลอกทำสงคราม
ม.ล.ณัฏฐกรณ์ มองว่า สงครามครั้งนี้ ทรัมป์ สามารถจัดการได้เอง โดยไม่ต้องมีตัวกลาง เน้นแผนจัดการสงครามอิหร่านภายใน 4 สัปดาห์ ซึ่งตามเดิมสหรัฐมีธงเพียงสังหารผู้นำระดับ 2 ชั้นแรกในอิหร่าน แต่ไม่คิดว่าอิหร่านจะผลักดันมุจตาบา ขึ้นมาเป็นผู้นำ รวมถึงถูกตอบโต้โดยการปิดช่องแคบฮอร์มุซ จนทำให้ฝรั่งเศษสั่งการเตรียมเรือรบออกมาปฏิบัติการเตรียมเปิดช่องแคบ ที่อาจทำให้เสี่ยงมีการโจมตีในน่านน้ำสากล และสงครามยืดเยื้อบานปลาย ซึ่งแน่นอนว่า ส่งผลทางเศรษฐกิจอย่างหนัก โดยเฉพาะเรื่องราคาน้ำมัน
เมื่อ ทรัปม์ เห็นท่าไม่ดี จึงออกมาเคลื่อนไหวสั่งหยุดเรือรบ ร่วมถึงออกมาให้สัมภาษณ์เมื่อคืนนี้ว่า สงครามอาจจบลงในอีกไม่ช้า ซึ่ง ม.ล.ณัฏฐกรณ์ มองว่า การออกมาพูดลักษณะนี้แสดงให้เห็นว่า “สหรัฐยอมถอยก่อนแล้ว” หลังจากนี้ก็อยู่ที่ว่า จะพูดคุยทำความเข้าใจกับอิสราเอลให้ถอยด้วยได้หรือไม่ แล้วจากนั้นถ้าฝั่งอิหร่านยอมอ่อนตาม ก็เชื่อว่า 3-4 วัน จะเปิดช่องแคบฮอมุซตามเดิม
ขณะเดียวกัน ม.ล.ณัฏฐกรณ์ คาดสถานการณ์อีกไว้แบบว่าหากภายใน 2 สัปดาห์ ที่สหรัฐหยุดปฏิบัติการทางอากาศแล้ว แต่อิหร่าน และ อิสราเอลยังไม่ยอมอ่อนให้กัน ยังโจมตีโต้ตอบตามเดิม ก็ต้องรอดูความเคลื่อนไหวของทรัมป์ ว่า มีอิทธิพลต่ออิสราเอลอย่างไร ซึ่งเรื่องนี้ต้องพิสูจน์กันต่อ ว่าใครเหนือใครกันแน่
อย่างไรก็ตามในมุมการเมืองของสหรัฐนั้น ม.ล.ณัฏฐกรณ์ ประเมินว่า ทรัมป์ เสียคะแนนนิยมไปแล้ว เพราะถูกมองว่า อยู่ใต้อิสราเอล ซึ่งเรื่องนี้ต้องรอดูว่า ทรัมป์จะพิสูจน์กับฐานเสียงรีพับลิกันอย่างไร เพราะฐานเสียงบางกลุ่มก็ผิดหวัง ไม่พอใจที่สงครามครั้งนี้เกือบเป็นสงครามยื้อเยื้อเหมือนในอดีต
ม.ล.ณัฏฐกรณ์ บอกว่า สิ่งที่พลาดไปของทรัมป์ จากการโจมตีทางอากาศที่ให้อภัยไม่ได้เลย คือ การทิ้งระเบิดโดนโรงเรียนประถมในอิหร่าน ซึ่งจะเป็นตราบาปติดตัวไปตลอดชีวิต
ส่วนกรณี โจมตีโรงกลั่นน้ำจืด แม้ทรัมป์ จะออกมาแสดงท่าทีไม่พอใจที่มีการโจมตีไปสถานที่ดังกล่าว แต่เรื่องนี้ก็ไม่ได้มีผลทางสงครามมากนัก อย่างมากแค่ออกมาประณามการกระทำที่กระทบต่อพลเรือน แต่ไม่มีผลในทางปฏิบัติ เพราะในสงคราม หากสถานะที่เหล่านี้เป็นเป้าหมายก็ยังสามารถโจมตีได้ตามเดิม
ม.ล.ณัฏฐกรณ์ พูดทิ้งท้ายถึง พีท เฮกเซท รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหรัฐ เกี่ยวกับท่าที และการใช้คำพูดรุนแรง ในการแถลงข่าวเรื่องสงคราม บอกว่า บุคคลนี้ เติบโตมาในสายงานผู้ประกาศ ทำให้แอ็คติ้งได้เก่ง เคยอาสาเข้าไปเป็นทหาร ค่อนข้างเป็นคนบ้าพลัง นิยมความรุนแรงเรื่องการใช้อาวุธ พอมาอ่านข่าว ที่ Fox News ทรัมป์เห็นแล้วชื่นชอบ จึงเอามาเป็นรัฐมนตรี ทำให้จะเห็นว่าเวลา พีท เฮกเซทแถลงข่าว มักมีคาแรกเตอร์ที่ตอบคำถามอย่างดุดัน หรือ อินกับสถานการณ์