เมื่อวันที่ 19 มี.ค. อิหร่านกล่าวว่า “จะไม่ยับยั้งชั่งใจอีกต่อไป” หากโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของตนถูกโจมตีอีกครั้ง ขณะที่กาตาร์เปิดเผยว่ากำลังการส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลวเกือบ 1 ใน 5 ของตนถูกทำลายจากการโจมตีของอิหร่าน ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบยาวนานหลายปี
คำเตือนดังกล่าว ซึ่งกล่าวโดยรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน อับบาส อารักชี เกิดขึ้นหลังจากการโจมตีเซาท์พาร์ส (South Pars) แหล่งก๊าซธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดของอิหร่าน ซึ่งอิหร่านและกาตาร์ร่วมกันใช้ประโยชน์
หลังจากนั้นได้เกิดการโจมตีตอบโต้จากอิหร่านต่อแหล่งก๊าซราสลาฟฟาน (Ras Laffan) ของกาตาร์และประเทศเพื่อนบ้านในอ่าวเปอร์เซีย ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกร่วงลงและราคาก๊าซพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ อิสราเอลยังยืนยันเมื่อวันที่ 19 มี.ค. ว่า โรงกลั่นน้ำมันในไฮฟาได้รับความเสียหายจากการโจมตีที่อ้างว่าเป็นฝีมือของอิหร่าน
อารักชีระบุในโพสต์บน X ว่า “การตอบโต้การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของเราโดยอิสราเอลนั้น ใช้กำลังเพียงเศษเสี้ยวเดียวเท่านั้น เหตุผลเดียวที่เรายับยั้งชั่งใจก็เพราะเคารพคำขอให้ลดความตึงเครียด หากโครงสร้างพื้นฐานของเราถูกโจมตีอีกครั้ง เราจะไม่ยับยั้งชั่งใจอย่างสิ้นเชิง”
ทั้งนี้ ขั้นตอนต่อไปที่เป็นไปได้ในปฏิบัติการต่อต้านอิหร่านของสหรัฐฯ และอิสราเอล ได้แก่ การรักษาความปลอดภัยทางน้ำสำหรับเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งภารกิจนี้จะสำเร็จได้โดยอาศัยกำลังทางอากาศและทางทะเลเป็นหลัก แต่การรักษาความปลอดภัยช่องแคบอาจหมายถึงการส่งกองกำลังสหรัฐฯ ไปยังชายฝั่งของอิหร่านด้วย
ท่ามกลางความวิตกกังวลที่เพิ่มมากขึ้น อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี เนเธอร์แลนด์ และญี่ปุ่น ได้ออกแถลงการณ์ร่วมกันแสดงความกังวลอย่างยิ่ง เกี่ยวกับความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้น และเรียกร้องให้อิหร่าน “ยุติการข่มขู่ การวางทุ่นระเบิด การโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธ และความพยายามอื่นๆ ในการปิดกั้นช่องแคบสำหรับเรือพาณิชย์โดยทันที” และปฏิบัติตามมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ
พวกเขากล่าวว่าพร้อมที่จะ “มีส่วนร่วมในความพยายามที่เหมาะสมเพื่อให้แน่ใจว่าการผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เป็นไปอย่างปลอดภัย” พร้อมเตือนว่า “ผลกระทบจากการกระทำของอิหร่านจะส่งผลกระทบต่อผู้คนในทุกส่วนของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เปราะบางที่สุด”
เรียบเรียงจาก The Guardian