เมื่อวันที่ 22 มี.ค. กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) ระบุในแถลงการณ์ว่า หากสหรัฐฯ ทำตามคำขู่ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะโจมตีโรงไฟฟ้าของอิหร่าน จะปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยสิ้นเชิง และจะไม่กลับมาเปิดจนกว่าโรงไฟฟ้าเหล่านั้นจะได้รับการซ่อมแซมจนเสร็จ
คำเตือนของอิหร่านมีขึ้นหลังจากทรัมป์ได้ขีดเส้นตายให้อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเต็มรูปแบบโดยปราศจากการคุกคามใด ๆ ต่อเรือเดินสมุทรภายใน 48 ชั่วโมง มิฉะนั้นจะเปิดฉากโจมตีทำลายล้างโรงไฟฟ้าของอิหร่าน โดยจะเริ่มจะแห่งที่ใหญ่ที่สุดก่อน
นอกจากนี้ IRGC ยังระบุด้วยว่า โรงไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและการสื่อสารของอิสราเอล จะตกเป็นเป้าหมายการโจมตีอย่างกว้างขวาง เช่นเดียวกับโรงไฟฟ้าในประเทศในตะวันออกกลาง ที่เป็นที่ตั้งของฐานทัพสหรัฐฯ รวมถึงบริษัทในภูมิภาคที่มีสหรัฐฯ เป็นผู้ถือหุ้น
ก่อนหน้านี้ โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน ได้โพสต์ข้อความผ่าน X ว่า โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญและแหล่งพลังงานทั่วตะวันออกกลางอาจถูกทำลายล้างจนไม่อาจฟื้นคืนได้ หากโรงไฟฟ้าของอิหร่านถูกโจมตี และนั่นจะส่งผลให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นต่อไปอีกระยะเวลาหนึ่ง
ด้าน อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ออกมาย้ำอีกครั้งว่า ช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้ถูกปิด แต่บรรดาเรือสินค้าต่างลังเลที่จะเดินทางผ่าน เพราะบริษัทประกันภัยกลัวสงครามที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเป็นฝ่ายเริ่มขึ้นเอง
ขณะที่ มาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน ระบุว่าคำขู่ของสหรัฐฯ ที่มีต่ออิหร่านนั้นสะท้อนให้เห็นถึงความสิ้นหวัง เมื่อต้องเผชิญกับความมุ่งมั่นของชนชาติที่สร้างประวัติศาสตร์ คำขู่และการคุกคามมีแต่จะทำเราสามัคคียิ่งขึ้น ช่องแคบฮอร์มุซยังคงเปิดกว้างสำหรับทุกคน ยกเว้นผู้ที่ละเมิดดินแดนของเรา เราพร้อมเผชิญหน้ากับคำขู่ที่เพ้อเจ้อในสนามรบอย่างหนักแน่น
นอกจากนี้ IRGC ยังได้ยิงขีปนาวุธ และส่งโดรนโจมตีหลายระลอกในปฏิบัติการล่าสุด โดยมุ่งเป้าไปที่ ฐานทัพอากาศอัล มินฮัด ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และ ฐานทัพอากาศอาลี อัล ซาเลม ในคูเวต รวมถึงเป้าหมายหลายจุดทางตอนใต้ของอิสราเอลด้วย
ไม่มีข้อมูลว่าอังกฤษจะตกเป็นเป้าการโจมตีของอิหร่าน
วันที่ 23 มี.ค. เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษกล่าวในการแถลงข่าวว่า “ไม่มีการประเมิน” ว่าอังกฤษจะถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธจากอิหร่าน หลังจากที่กองทัพอิสราเอล (IDF) อ้างเมื่อวันที่ 21 มี.ค. ว่า อิหร่านมีอาวุธที่สามารถยิงได้ไกลถึง 4,000 กิโลเมตร
IDF กล่าวว่า อิหร่านเป็น “ภัยคุกคามระดับโลก” โดยอ้างว่าขีปนาวุธของอิหร่าน “สามารถยิงไปถึงลอนดอน ปารีส หรือเบอร์ลินได้” โดยไม่มีหลักฐานใด ๆ มาสนับสนุนข้ออ้างดังกล่าว
แถลงการณ์ของ IDF ออกมาหลังจากเมื่อวันที่ 20 มี.ค. อิหร่านพยายามโจมตีฐานทัพอังกฤษ-สหรัฐฯ บนเกาะดิเอโก การ์เซีย ในหมู่เกาะชาโกส ซึ่งอยู่ห่างจากอิหร่านประมาณ 3,800 กิโลเมตร ซึ่งเป็นที่ตั้งของฐานทัพอากาศที่สามารถรองรับเครื่องบินทิ้งระเบิดระยะไกลของสหรัฐฯ ได้
เมื่อถูกถามว่าอังกฤษอยู่ในระยะยิงของขีปนาวุธอิหร่านหรือไม่ สตาร์เมอร์กล่าวกับสื่อว่า “เราทำการประเมินอยู่ตลอดเวลาเพื่อความปลอดภัยของเรา และไม่มีการประเมินใดที่บ่งชี้ว่าเรากำลังถูกโจมตีในลักษณะนั้นเลย แต่แน่นอน หน้าที่ของผมคือการทำให้แน่ใจว่าผลประโยชน์และชีวิตของชาวอังกฤษนั้นสำคัญที่สุดเสมอ”
เขาเสริมว่า “สิ่งที่เราต้องการคือการลดความตึงเครียด และนั่นคือเหตุผลที่เราได้รับแถลงการณ์จากหลายประเทศเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเกี่ยวกับสิ่งที่เราต้องทำเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าต้องมีการประสานงานอย่างระมัดระวังและแผนการที่ใช้ได้จริง”
สตาร์เมอร์ย้ำว่า “แต่สิ่งสำคัญมากคือเราต้องปกป้องผลประโยชน์ของเรา ปกป้องชีวิตของชาวอังกฤษ แต่โดยไม่ถูกลากเข้าไปในสงคราม และนั่นคือการขีดเส้นที่ชัดเจนที่ผมได้วางไว้”
ทั้งนี้ ขีปนาวุธของอิหร่านจะต้องเดินทางประมาณ 4,300 กิโลเมตรจึงจะถึงลอนดอน
จีนเรียกร้องทุกฝ่ายกลับสู่โต๊ะเจรจา
วันที่ 23 มี.ค. จีนเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่าน ซึ่งส่งผลกระทบต่อช่องแคบฮอร์มุซ ยุติปฏิบัติการทางทหารเพื่อป้องกัน “วงจรอุบาทว์” และกลับสู่การเจรจา
“หากการสู้รบยังคงทวีความรุนแรงขึ้นและสถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก ภูมิภาคทั้งหมดจะตกอยู่ในความโกลาหล” หลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนกล่าวตอบคำถามเกี่ยวกับการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กดดันอิหร่านให้เปิดเส้นทางเดินเรือที่สำคัญอีกครั้ง
เขากล่าวว่า “การใช้กำลังรังแต่จะนำไปสู่วงจรอุบาทว์” และเสริมว่า สงครามไม่ควรเริ่มต้นตั้งแต่แรก
อิสราเอลทำลายสะพานอีกแห่งในเลบานอน
วันที่ 23 มี.ค. การโจมตีทางอากาศของอิสราเอลได้ทำลายสะพานอีกแห่งหนึ่งบนแม่น้ำลิทานีทางตอนใต้ของเลบานอน ใกล้หมู่บ้านกาไกเยต อัล-จิสร์ ตัดเส้นทางเชื่อมต่อหลักระหว่างเมืองนาบาติเยห์และภูมิภาคหุบเขาอัล-ฮูไจร์
สำนักข่าวแห่งชาติของเลบานอนไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการโจมตีครั้งล่าสุดนี้
เมื่อวันที่ 22 มี.ค. ที่ผ่านมา อิสราเอลได้โจมตีสะพานกัสมิเยห์ใกล้เมืองท่าไทร์ทางตอนใต้ ประธานาธิบดีเลบานอน โจเซฟ อูน กล่าวว่า การโจมตีสะพานทางตอนใต้ของอิสราเอลในครั้งนี้เป็น “การเตรียมการสำหรับการรุกรานทางบก”
อิหร่านขู่วางระเบิดทั่วอ่าวเปอร์เซีย
วันที่ 23 มี.ค. สภาป้องกันประเทศของอิหร่านออกแถลงการณ์ขู่ว่า จะวางทุ่นระเบิดเพื่อปิดกั้นอ่าวเปอร์เซียทั้งหมด หากชายฝั่งหรือเกาะของอิหร่านถูกโจมตี
สำนักข่าวฟาร์สซึ่งเป็นสื่อกึ่งทางการรายงานว่าแถลงการณ์ระบุว่า “หนทางเดียวที่ประเทศที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสู้รบจะผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ คือการประสานงานกับอิหร่าน ความพยายามใด ๆ ของศัตรูที่จะโจมตีชายฝั่งหรือเกาะของอิหร่าน จะนำไปสู่ การวางทุ่นระเบิดทางทะเลชนิดต่าง ๆ ในเส้นทางเข้าออกและเส้นทางการสื่อสารทั้งหมดในอ่าวเปอร์เซียและชายฝั่ง”
แถลงการณ์เสริมว่า “อ่าวเปอร์เซียทั้งหมดจะถูกปิดกั้นอย่างมีประสิทธิภาพ และความรับผิดชอบในเรื่องนี้จะตกอยู่กับผู้ที่คุกคาม”
คำเตือนนี้เกิดขึ้นหลังจากกองทัพอิหร่านประกาศว่าจะปิดช่องแคบฮอร์มุซและโจมตีโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาค หากประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ดำเนินการตามคำขู่ที่จะทิ้งระเบิดโรงไฟฟ้าของอิหร่าน หากเส้นทางน้ำสำคัญนี้ไม่เปิดอีกครั้งภายในเช้าวันที่ 24 มี.ค. ตามเวลาประเทศไทย
อิสราเอลยอมรับ ยิงพลาดจนพลเรือนอิสราเอลใกล้ชายแดนเลบานอนเสียชีวิต
วันที่ 23 มี.ค. สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งอิสราเอลรายงานว่า การสอบสวนคดีฆาตกรรมชายชาวอิสราเอลในชุมชนมิสกาฟ อัม ทางตอนเหนือของอิสราเอล พบว่า เขาถูกสังหารโดยกองกำลังอิสราเอลเอง
รายงานระบุว่า “หน่วยปืนใหญ่ที่ประจำการอยู่ใกล้เคียงยิงพลาดไปยังเลบานอน ทำให้กระสุนหลายนัดตกเข้าไปในชุมชน”
โอเฟอร์ มอสโควิทซ์ วัย 60 ปี เสียชีวิตในมิสกาฟ อัม เมื่อวันที่ 22 มี.ค. กองทัพอิสราเอลกล่าวอ้างในตอนแรกว่า จรวดที่ยิงมาจากเลบานอนเป็นสาเหตุ แต่ต่อมากล่าวว่า “กำลังดำเนินการสอบสวนอย่างครอบคลุมโดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเข้าร่วม”
โจมตีสถานีวิทยุอิหร่าน
วันที่ 23 มี.ค. มีรายงานการโจมตีสถานีวิทยุในเมืองบันดาร์อับบาสของอิหร่านโดยกองกำลังสหรัฐฯ-อิสราเอล
สำนักข่าว Mehr รายงานว่า กองกำลังสหรัฐฯ และอิสราเอลได้โจมตีเครื่องส่งสัญญาณ AM ขนาด 100 กิโลวัตต์ของสถานีวิทยุแห่งรัฐ IRIB ของอิหร่าน
ผู้อำนวยการสถานีวิทยุกล่าวว่า การโจมตีครั้งนี้เป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ
ภายใต้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ นักข่าวและอุปกรณ์สื่อถือเป็นวัตถุพลเรือนและได้รับการคุ้มครองจากการโจมตีโดยตรง แม้ว่าจะใช้เพื่อวัตถุประสงค์ในการโฆษณาชวนเชื่อก็ตาม
ผู้อำนวยการสถานีวิทยุกล่าวว่า การโจมตีครั้งนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 รายและบาดเจ็บอีก 1 คน
เหตุวางเพลิงรถพยาบาลองค์กรชาวยิวในลอนดอน
วันที่ 23 มี.ค. ตำรวจนครบาลลอนดอนรายงานว่า เกิดเหตุการณ์วางเพลิงรถพยาบาล 4 คันของหน่วยบริการรถพยาบาลชุมชนชาวยิวในลอนดอนเหนือ คาดว่าเป็น “อาชญากรรมจากความเกลียดชังต่อชาวยิว”
รถพยาบาล 4 คันของ “ฮัตโซลา” (Hatzola) องค์กรชาวยิวขนาดใหญ่ไม่แสวงหากำไร ถูกพบว่ากำลังลุกไหม้ หลังจากหน่วยดับเพลิงลอนดอนได้รับแจ้งเหตุที่ถนนไฮฟิลด์ ในโกลเดอร์สกรีน เมื่อเวลาประมาณ 01.40 ตามเวลาท้องถิ่น (08.40 ตามเวลาประเทศไทย)
ซาราห์ แจ็กสัน ผู้กำกับตำรวจในพื้นที่ กล่าวว่า “เรากำลังตรวจสอบกล้องวงจรปิดและรับทราบถึงภาพวิดีโอบนโลกออนไลน์แล้ว ในขั้นต้นนี้เราเชื่อว่าเรากำลังตามหาผู้ต้องสงสัย 3 ราย”
บ้านเรือนใกล้เคียงถูกอพยพเพื่อความปลอดภัย และถนนยังคงปิดอยู่ ตำรวจกล่าวว่าไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ และไฟทั้งหมดดับลงแล้ว
หน่วยดับเพลิงกล่าวว่า ถังแก๊สหลายถังในรถระเบิด ทำให้กระจกหน้าต่างของอาคารอะพาร์ตเมนต์ที่อยู่ติดกันแตก
รถดับเพลิง 6 คันและเจ้าหน้าที่ดับเพลิงประมาณ 40 นายถูกส่งไปควบคุมเพลิง โดยเจ้าหน้าที่ควบคุมเพลิงได้เมื่อเวลา 03.06 น. ตามเวลาท้องถิ่น (10.06 น. ตามเวลาประเทศ)
ฮัตโซลาดำเนินงานโดยอาสาสมัคร ให้บริการช่วยเหลือทางการแพทย์ฉุกเฉินและขนส่งผู้ป่วยไปโรงพยาบาลฟรี องค์กรนี้ให้บริการชุมชนโกลเดอร์สกรีน (Golders Green) ทางตอนเหนือของลอนดอน ซึ่งมีประชากรชาวยิวจำนวนมาก ส่วนใหญ่อพยพมาตั้งแต่ปี 1979
ผู้กำกับแจ็กสันกล่าวว่า “เรารู้ว่าเหตุการณ์นี้จะสร้างความกังวลใจให้กับชุมชนเป็นอย่างมาก และเจ้าหน้าที่ยังคงอยู่ในที่เกิดเหตุเพื่อดำเนินการสอบสวนอย่างเร่งด่วน”
“ทรัมป์” โพสต์ “สันติภาพผ่านความแข็งแกร่ง”
เช้าวันที่ 23 มี.ค. ตามเวลาประเทศไทย ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ เขียนข้อความบนเว็บไซต์ Truth Social ว่า “สันติภาพผ่านความแข็งแกร่ง นี่พูดแบบถนอมน้ำใจเลยนะ!!!”
สหรัฐฯ ชี้อิหร่านกำลังสิ้นหวัง ผู้นำระดับสูงหลบอยู่แต่ในบังเกอร์
วันที่ 23 มี.ค. พลเรือเอก แบรด คูเปอร์ ผู้บัญชาการกองบัญชาการกลางกองทัพสหรัฐฯ (CENTCOM) เปิดเผยว่า ผู้นำระดับสูงของกองทัพอิหร่าน “หลบอยู่ในบังเกอร์ที่ปลอดภัย” ในขณะที่กองกำลังแนวหน้าของพวกเขาต้องเอาชีวิตมาเสี่ยงชีวิตต่อการโจมตีทางอากาศจากสหรัฐฯ และอิสราเอล
“ผมได้ดูเรื่องนี้มาตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ความแตกต่างอย่างน่าประหลาดใจในเรื่องความสะดวกสบายและการป้องกันของนายพลระดับสูงในสาธารณรัฐอิสลาม ซึ่งอยู่ในบังเกอร์และสถานที่ที่ปลอดภัยในและรอบ ๆ กรุงเตหะราน” คูเปอร์กล่าว
เขาเสริมว่า “เทียบกับทหารที่อยู่บนพื้นดินซึ่งไม่มีการป้องกันแล้ว นายพลได้รับการปกป้อง แต่ทหารไม่ได้รับการปกป้อง”
ผู้บัญชาการกองบัญชาการกลางกองทัพสหรัฐฯ ยังกล่าวว่า ปฏิบัติการของสหรัฐฯ ต่ออิหร่านนั้น “กำลังดำเนินไปได้ด้วยดีหรือเป็นไปตามแผน”
เขากล่าวเสริมว่า สหรัฐฯ และอิสราเอลกำลังกำหนดเป้าหมายไปยังโรงงานผลิตขีปนาวุธและโดรนด้วยเช่นกัน “เรากำลังมุ่งเป้าไปที่โรงงานผลิตด้วย ดังนั้นมันจึงไม่ใช่แค่เรื่องภัยคุกคามในปัจจุบัน เรากำลังกำจัดภัยคุกคามในอนาคต ทั้งในแง่ของโดรน ขีปนาวุธ รวมถึงกองทัพเรือด้วย”
คูเปอร์กล่าวว่า การโจมตีอย่างต่อเนื่องของอิหร่านต่อรัฐอาหรับในอ่าวเปอร์เซียและตะวันออกกลางโดยรวมนั้นทำให้พลเรือนตกอยู่ในความเสี่ยง “พวกเขาสามารถหยุดสงครามนี้ได้ในตอนนี้อย่างแน่นอน หากพวกเขาเลือกที่จะทำเช่นนั้น”
เขาบอกว่า “พวกเขาต้องหยุดทำให้ประชาชนชาวอิหร่านที่ยอดเยี่ยมตกอยู่ในความเสี่ยงด้วยการยิงขีปนาวุธและโดรนจากภายในพื้นที่ที่มีประชากรอาศัยอยู่ ... พวกเขาต้องหยุดโจมตีพลเรือนทั่วภูมิภาคตะวันออกกลางโดยทันที”
คูเปอร์ยังกล่าวอีกว่า ยังไม่ถึงเวลาที่ประชาชนชาวอิหร่านจะออกมาประท้วงบนท้องถนน แม้ว่าทั้งอิสราเอลและสหรัฐฯ จะกล่าวว่าพวกเขาหวังว่าประชาชนชาวอิหร่านจะโค่นล้มระบอบสาธารณรัฐอิสลามของอิหร่าน
คูเปอร์กล่าวว่า “พวกเขากำลังยิงขีปนาวุธและโดรนจากพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่น และตอนนี้พวกคุณต้องอยู่แต่ในบ้าน จะมีสัญญาณที่ชัดเจนในบางจุด ตามที่ประธานาธิบดีได้ระบุไว้ เพื่อให้พวกคุณสามารถออกมาได้”
ผู้บัญชาการกองบัญชาการกลางกองทัพสหรัฐฯ กล่าวว่า อิหร่านกำลัง “ปฏิบัติการด้วยความสิ้นหวัง” โดยการโจมตีเป้าหมายพลเรือนในสงคราม
คูเปอร์กล่าวว่า “พวกเขากำลังปฏิบัติการด้วยความสิ้นหวัง... ในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา พวกเขาโจมตีเป้าหมายพลเรือนอย่างจงใจมากกว่า 300 ครั้ง”
คูเปอร์ยังตั้งข้อสังเกตถึงการชะลอตัวของการยิงจากอิหร่านข้ามตะวันออกกลางเมื่อสงครามเข้าสู่สัปดาห์ที่ 4
“ในช่วงเริ่มต้นของความขัดแย้ง คุณจะเห็นปริมาณมาก ทั้งโดรนและขีปนาวุธหลายสิบลูก ตอนนี้คุณไม่เห็นแบบนั้นแล้ว เหลือเพียง 1-2 ลูกต่อครั้งเท่านั้น” คูเปอร์กล่าว
สหรัฐฯ เตือน! “แนะนำให้ชาวอเมริกันทั่วโลกเพิ่มความระมัดระวัง”
เมื่อวันที่ 22 มี.ค. กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ออกประกาศเตือน “แนะนำให้ชาวอเมริกันทั่วโลกเพิ่มความระมัดระวัง”
โดยกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ แนะนำให้ชาวอเมริกันทั่วโลก โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง เพิ่มความระมัดระวัง ชาวอเมริกันในต่างประเทศควรปฏิบัติตามคำแนะนำในประกาศเตือนด้านความปลอดภัยที่ออกโดยสถานทูตหรือสถานกงสุลสหรัฐฯ ที่ใกล้ที่สุด การปิดน่านฟ้าเป็นระยะอาจทำให้การเดินทางหยุดชะงัก
กระทรวงฯ ยังระบุว่า สถานที่ทำการทางการทูตของสหรัฐฯ รวมถึงที่อยู่นอกตะวันออกกลาง อาจตกเป็นเป้าหมาย กลุ่มที่สนับสนุนอิหร่านอาจกำหนดเป้าหมายโจมตีผลประโยชน์อื่น ๆ ของสหรัฐฯ ในต่างประเทศ หรือสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ และ/หรือชาวอเมริกันทั่วโลก
สหรัฐฯ โต้ไม่เป็นความจริง อิหร่านอ้างสอย F-15 ร่วง
สื่อของรัฐบาลอิหร่านอ้างว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศของสาธารณรัฐอิสลามได้สกัดกั้นและยิงเครื่องบินรบของสหรัฐฯ ตกใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ โดยใช้ขีปนาวุธพื้นสู่อากาศ ในระหว่างปฏิบัติการต่อต้านกองกำลังร่วมสหรัฐฯ-อิสราเอลในตะวันออกกลาง
หนังสือพิมพ์เตหะรานไทม์ส ระบุว่า กองกำลังอิหร่านได้สกัดกั้นเครื่องบินรบ F-15 ของสหรัฐฯ เหนือชายฝั่งทางใต้ของอิหร่าน ก่อนที่จะถูกยิงตกใกล้เส้นทางเดินเรือที่สำคัญ
รายงานดังกล่าวอธิบายเหตุการณ์นี้ว่าเป็นปฏิบัติการที่ประสบความสำเร็จของกองกำลังป้องกันภัยทางอากาศของอิหร่านต่อการรุกล้ำที่เป็นศัตรู
นอกจากนี้ยังมีวิดีโอปรากฏบนโซเชียลมีเดีย อ้างว่าแสดงให้เห็นกองกำลังอิหร่านสกัดกั้นเครื่องบินรบ F-15 ของสหรัฐฯ
แต่ล่าสุดเมื่อช่วงดึกวันที่ 22 มี.ค. ตามเวลาประเทศไทย กองทัพสหรัฐฯ ยืนยันว่า เครื่องบินรบอเมริกันทั้งหมดที่ประจำการอยู่ในตะวันออกกลางยังคงใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ
กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ปฏิเสธรายงานของสื่ออิหร่าน โดยระบุว่า ไม่มีเครื่องบินรบอเมริกันลำใดถูกอิหร่านยิงตกในการปฏิบัติภารกิจรบกว่า 8,000 เที่ยวบินระหว่างปฏิบัติการ Epic Fury
CENTCOM บอกว่า “ข่าวลืออ้างว่าระบอบอิหร่านยิงเครื่องบิน F-15 ของสหรัฐฯ ตกเหนือน่านฟ้าอิหร่านเมื่อเร็ว ๆ นี้ ข้อเท็จจริงคือ กองกำลังสหรัฐฯ ได้ทำการบินรบมากกว่า 8,000 เที่ยวบินระหว่างปฏิบัติการ Epic Fury ไม่มีเครื่องบินรบของสหรัฐฯ ลำใดถูกอิหร่านยิงตก”
“ซาอุฯ” ขับนักการทูตอิหร่าน
ซาอุดีอาระเบีย ประกาศให้นักการทูตอิหร่านเป็น "บุคคลไม่พึงประสงค์" หรือ "persona non grata" และสั่งให้ออกจากซาอุดีอาระเบียภายในระยะ 24 ชั่วโมง ภายหลังซาอุดีอาระเบียยังคงถูกอิหร่านโจมตีอย่างต่อเนื่อง
กระทรวงการต่างประเทศซาอุดีอาระเบียระบุว่า ทูตทหารประจำสถานทูตอิหร่านที่กรุงริยาด พร้อมด้วยผู้ช่วย และคณะนักการทูตอีก 3 คน จะต้องเดินทางออกจากซาอุดิอาระเบีย การประกาศนี้จึงเป็นการแจ้งเตือนให้คณะนักการทูตอิหร่านออกจากประเทศทันที พร้อมยํ้าอีกว่า อิหร่านทำการโจมตีซาอุดีอาระเบีย และประเทศอาหรับ อย่าง "โจ่งแจ้ง"
นอกจากนี้ ซาอุดีอาระเบียยังประกาศกร้าวว่า อิหร่านยังทำการโจมตีซาอุดีอาระเบีย โครงสร้างพื้นฐานพลเรือนของประเทศ ทำลายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และกิจกรรมที่ซาอุดีอาระเบียสามารถพิสูจน์ด้วยหลักฐาน หรือข้อสันนิษฐานทางการทูตว่า อิหร่านละเมิดกฎหมาย และหลักการ ระหว่างประเทศอย่างชัดเจน หรือข้อตกลงปักกิ่งปี 2023 ที่จีนเข้ามาเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ย ฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างซาอุดีอาระเบียกับอิหร่าน หรือแม้กระทั่ง ความพยายามของอิหร่านในการอ้างความถูกต้องในหลักการของศาสนาอิสลามอีกครั้ง
ดังนั้น ซาอุดีอาระเบียจึงขอเตือน ณ ที่นี้ว่า การโจมตีของอิหร่านไม่เพียงแค่จะก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้น แต่จะส่งผลต่อความสัมพันธ์กับซาอุดีอาระเบียทั้งในปัจจุบัน และอนาคตด้วย
ดังนั้น ซาอุดีอาระเบียจะไม่ลังเลใจ ในการดำเนินมาตรการที่จำเป็นทั้งหมดที่มีอยู่ต่ออิหร่าน เพื่อปกป้องอธิปไตย ความมั่นคง และแผ่นดินซาอุดีอาระเบีย
“เนทันยาฮู” ลงพื้นที่อิสราเอลตอนใต้
เมื่อวันที่ 22 มี.ค. นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู ได้ลงพื้นที่เมืองอารัด ทางตอนใต้ของอิสราเอล ซึ่งเป็นหนึ่งในสองเมืองที่ถูกขีปนาวุธของอิหร่านโจมตีโดยตรงเมื่อคืนวันที่ 21 มี.ค. ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บรวมกันกว่า 160 คน
ระหว่างลงพื้นที่ ผู้นำอิสราเอลได้ประณามอิหร่านที่พุ่งเป้าโจมตีพื้นที่พลเรือน พร้อมระบุว่าอิหร่านเป็นอันตรายต่อทั้งโลก และเรียกร้องให้ผู้นำประเทศต่าง ๆ ร่วมเผชิญหน้ากับระบอบที่คลั่งลัทธิและก่อการร้ายนี้
กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ได้ออกแถลงการณ์เมื่อวานนี้ว่า การโจมตีเมืองอารัดและเมืองดิโมนาเป็นการตอบโต้ที่อิสราเอลและสหรัฐฯ โจมตีโรงงานนิวเคลียร์นาทานซ์ ในจังหวัดอิสฟาฮาน ทางตอนกลางของประเทศ ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน
นอกจากนี้ ยังระบุด้วยว่าเป้าหมายของปฏิบัติการครั้งนี้คือที่ตั้งทางทหารและศูนย์ความมั่นคงต่างๆ ในพื้นที่ตอนใต้ของอิสราเอล
รายงานข่าวระบุว่า เมืองอารัดและเมืองดิโมนาอยู่ใกล้กับศูนย์วิจัยนิวเคลียร์ของอิสราเอล นอกจากนี้ ยังอยู่ใกล้กับที่ตั้งทางทหารหลายแห่ง รวมถึงฐานทัพอากาศเนวาทิม หนึ่งในฐานทัพอากาศที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ
อิสราเอลถล่มสะพานเลบานอน
สะพานกัสมิเยห์ ซึ่งเป็นสะพานข้ามแม่น้ำลิตานีทางตอนใต้ของเลบานอน ถูกกองทัพอิสราเอลทิ้งระเบิดโจมตีเมื่อวันที่ 22 มี.ค. โดยสะพานแห่งนี้เป็นสะพานหลักที่เชื่อมต่อพื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอนกับส่วนอื่น ๆ ของประเทศ
รัฐมนตรีกลาโหมอิสราเอลระบุว่า การโจมตีครั้งนี้มีขึ้นหลังจากกองทัพได้รับคำสั่งให้ทำลายสะพานทุกแห่งที่ข้ามแม่น้ำลิตานีในเลบานอน และเร่งรื้อถอนบ้านเรือนของชาวเลบานอนที่อยู่ใกล้ชายแดนอิสราเอล
ก่อนหน้านี้ มีชาวอิสราเอลเสียชีวิต 1 รายในรถยนต์ใกล้ชายแดนเลบานอน โดยกองทัพอิสราเอลระบุว่าเป็นการยิงโจมตีมาจากฝั่งเลบานอน ถือเป็นพลเรือนอิสราเอลรายแรกที่เสียชีวิตจากฝั่งเลบานอนในสงครามครั้งนี้ นอกจากนี้ยังมีทหารอิสราเอลเสียชีวิตอีก 2 นายจากการสู้รบในตอนใต้ของเลบานอน
เลบานอนถูกดึงเข้าสู่สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน หลังจากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ที่อิหร่านให้การสนับสนุนเริ่มโจมตีอิสราเอล เพื่อตอบโต้ที่อิสราเอลสังหารผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ซึ่งอิสราเอลก็ได้ตอบโต้การโจมตีของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ด้วยการโจมตีทางอากาศ ก่อนจะส่งทหารภาคพื้นดินเข้าไปยังตอนใต้ของเลบานอน
เจ้าหน้าที่อิสราเอลระบุว่าปฏิบัติการทางอากาศและภาคพื้นดินมีเป้าหมายเพื่อปกป้องประชาชนทางตอนเหนือของอิสราเอลที่อยู่ใกล้พรมแดนเลบานอน จากการโจมตีของอิซบอลเลาะห์
จนถึงขณะนี้ มีผู้เสียชีวิตในเลบานอนแล้วกว่า 1,000 ราย และอีกหลายแสนคนต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่น
ล่าสุด พลโทเอียล ซามีร์ เสนาธิการกองทัพอิสราเอลของอิสราเอลระบุว่า กองทัพจะขยายขอบเขต ปฏิบัติการภาคพื้นดินในเลบานอน เพื่อกวาดล้างกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ พร้อมเตือนว่าการบุกโจมตีกลุ่มฮิซบอลเลาะห์เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น และจะเป็นปฏิบัติการที่ยืดเยื้อ
เหตุระเบิดในบาห์เรนเกิดจากขีปนาวุธสหรัฐฯ
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานผลการวิเคราะห์และตรวจสอบของทีมนักวิจัยจากสถาบันการศึกษานานาชาติมิดเดิลแบรี ที่พบว่า เหตุระเบิดรุนแรงซึ่งเกิดขึ้นใกล้กับย่านชุมชนในกรุงมานามา เมืองหลวงบาห์เรน เมื่อช่วงเช้ามืดวันที่ 9 มี.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้บ้านเรือนประชาชนพังเสียหายและส่งผลให้พลเรือนได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก เกิดจากขีปนาวุธสกัด ที่ยิงมาจากระบบป้องกันภัยทางอากาศ “แพทริออต” ของกองทัพสหรัฐฯ ซึ่งอยู่ห่างออกไป 7 กม.
ก่อนหน้านี้ ทั้งรัฐบาลบาห์เรนและรัฐบาลสกรัฐฯ ต่างประสานเสียงกล่าวโทษว่า เหตุระเบิดที่เกิดขึ้น ซึ่งทำให้มีผู้บาดเจ็บ 32 คน ในจำนวนนี้มีหลายคนได้รับบาดเจ็บสาหัส และมีเด็กรวมอยู่ด้วย เป็นฝีมือของอิหร่าน ซึ่งโจมตีย่านที่อยู่อาศัยดังกล่าวด้วยโดรน
แต่เมื่อวันที่ 21 มี.ค. ที่ผ่านมา โฆษกรัฐบาลบาห์เรนยอมรับเป็นครั้งแรกกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า เหตุการณ์นี้มีขีปนาวุธสกัดที่ยิงจากระบบแพทริออตเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แต่ก็ยืนยันว่า ขีปนาวุธสามารถสกัดทำลายโดรนอิหร่านกลางอากาศได้สำเร็จ จึงสามารถช่วยชีวิตผู้คนได้ ส่วนความเสียหายและผู้ได้รับบาดเจ็บหลายสิบคน ไม่ได้เกิดจากการตกกระแทกพื้นโดยตรงของขีปนาวุธหรือโดรนที่ถูกสกัด แต่น่าจะเกิดจากแรงระเบิด หรือมีเศษซากแตกกลางอากาศ
อย่างไรก็ตาม ทั้งบาห์เรนและสหรัฐฯ ยังไม่ได้ออกมาแสดงหลักฐานที่พิสูจน์ได้ว่า มีโดรนของอิหร่านเข้ามาเกี่ยวข้องในเหตุระเบิดที่เกิดขึ้น ตามที่กล่าวอ้าง
เรียบเรียงจาก Al Jazeera / Associated Press / BBC / CNN / The Guardian