เมื่อวันที่ 28 มี.ค. ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ขึ้นเวทีงานเสวนา ฟิวเจอร์ อินเวสเมนต์ อินนิชิเอทีฟ (Future Investment Initiative) หรือ FII ซึ่งจัดขึ้นโดยกองทุนเพื่อความมั่งคั่งแห่งชาติของซาอุฯ ที่เมืองไมอามี รัฐฟลอริดา ของสหรัฐฯ
ทรัมป์อ้างว่า ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ต่ออิหร่านนั้นประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี สหรัฐฯ กำลังบดขยี้อิหร่าน จนอีกฝ่ายต้องร้องขอทำข้อตกลง แม้ว่าในความเป็นจริง ฝั่งสหรัฐฯ และอิหร่านยังแสดงท่าทีไม่ค่อยตรงกันเรื่องการเจรจายุติสงคราม
ระหว่างกล่าวสุนทรพจน์ ทรัมป์ชื่นชมการสนับสนุนจากซาอุฯ พร้อมวิจารณ์ชาติพันธมิตรนาโต ที่นิ่งเฉยและไม่ให้ความช่วยเหลือที่มากพอในการทำสงครามกับอิหร่าน
"ผมคิดว่าความผิดพลาดครั้งใหญ่คือตอนที่นาโตไม่ทำอะไรเลย พวกเขาไม่ได้ทำอะไรเลย สหรัฐอเมริกาคงทำเงินได้มหาศาล เพราะเราใช้เงินหลายแสนล้านดอลลาร์ต่อปีไปกับนาโต เพื่อปกป้องพวกเขา และเราก็พร้อมอยู่เคียงข้างพวกเขาเสมอ แต่ตอนนี้ จากการกระทำของพวกเขา ผมว่าเราคงไม่จำเป็นต้องทำแล้ว" ใช่ไหม ... ผมพูดแบบนี้มาตลอด ทำไมเราต้องอยู่เคียงข้างพวกเขาในเมื่อพวกเขาไม่ช่วยเรา พวกเขาไม่ได้ช่วยเราเลย" ทรัมป์กล่าว
ทรัมป์ระบุด้วยว่า สหรัฐฯ ยังเหลือเป้าหมายในอิหร่านที่ต้องโจมตีอีก 3,554 แห่ง และภารกิจจะเสร็จสิ้นในเวลาอันรวดเร็ว พร้อมเสียดสีอีกฝ่ายว่า อิหร่านเคยเป็นอันธพาลของตะวันออกกลางมานานกว่า 47 ปี แต่ตอนนี้ไม่ใช่อีกแล้ว พวกเขากำลังหนีตาย
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังยืนยันว่า อิหร่านต้องเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ให้สามารถขนส่งน้ำมันได้ตามปกติ เพื่อบรรทุข้อตกลงสันติภาพ และในช่วงหนึ่ง ทรัมป์ได้หลุดปากเรียกเส้นทางขนส่งสำคัญแห่งนี้ว่า "ช่องแคบทรัมป์" (Strait of Trump)
โดยทรัมป์กล่าวว่า "มีเรือน้ำมัน 8 ลำกำลังออกมาจากอิหร่าน แล้วพวกเขาก็บอกว่าจะเพิ่มอีก 2 ลำ แล้วพวกเขาก็เพิ่มอีก 2 ลำ เท่ากับมีเรือทั้งหมด 10 ลำ แล้วคนก็เริ่มรู้ว่าเราเจรจากันจริง ๆ และเราก็เจรจากันอยู่ตอนนี้ มันคงจะดีมากถ้าเราทำอะไรบางอย่างได้ แต่พวกเขาต้องเปิดช่องแคบ พวกเขาต้องเปิด ช่องแคบทรัมป์ หมายถึงฮอร์มุซน่ะ"
ทรัมป์เน้นย้ำอีกครั้งว่าอิหร่านพร้อมทำข้อตกลง แม้ว่าที่ผ่านมา อิหร่านจะยืนกรานปฏิเสธ โดยเขาระบุว่า การเจรจากำลังดำเนินไป เพื่อยุติความขัดแย้ง
ส่วนการหลุดปากเรียกช่องแคบฮอร์มุซว่าช่องแคบทรัมป์ ทรัมป์บอกว่าตนพูดผิด แต่ต่อมาก็พูดเสริมในทำนองว่า เป็นความตั้งใจ
ไม่ว่าจะเป็นความตั้งใจ หรือเป็นมุกตลก แต่นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งสมัยสอง ทรัมป์ได้เปลี่ยนชื่อสถานที่และอาคารต่างๆ ในกรุงวอชิงตันดีซีเป็นชื่อตัวเองมาแล้วมากมาย
อิสราเอลลั่น พร้อมรับศึกหลายด้าน
วันที่ 29 มี.ค. กองทัพอิสราเอลกล่าวว่า พร้อมสำหรับ “สงครามหลายแนวรบ” หลังจากกลุ่มติดอาวุธฮูตีในเยเมนเข้าร่วมความขัดแย้งด้วยการโจมตีอิสราเอลด้วยขีปนาวุธ
โดยเมื่อวันที่ 28 มี.ค. กลุ่มฮูตีได้ยิงขีปนาวุธ 2 ลูกไปยังทางใต้ของอิสราเอล หนึ่งในนั้นเป็นขีปนาวุธแบบวิถีโค้ง ซึ่งเป็นการพยายามโจมตีอิสราเอลครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามอิหร่านเริ่มขึ้น
ขีปนาวุธทั้งสองลูกถูกสกัดกั้นได้
นาดาฟ โชชานี โฆษกกองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) กล่าวว่า “เราเตรียมพร้อมสำหรับสงครามหลายแนวรบ เราต่อสู้ในสงครามหลายแนวรบมาตลอดสองปีครึ่งที่ผ่านมา โดยมีภัยคุกคามจากหลายแนวรบ”
เขาเสริมว่า “เราต้องเตรียมพร้อมสำหรับสิ่งนี้ที่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของสงคราม และนั่นคือวิธีที่เรากำลังเตรียมพร้อม เราเชื่อคำพูดของพวกเขาและเตรียมพร้อมที่จะป้องกันตัวเองจากแนวรบนั้นตราบเท่าที่จำเป็นเช่นกัน”
อิหร่านขู่โจมตีมหาวิทยาลัย
กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRCG) ขู่ว่าจะโจมตีมหาวิทยาลัยของอิสราเอลและสหรัฐอเมริกาในตะวันออกกลาง หลังจากมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในกรุงเตหะรานถูกโจมตีก่อน
IRCG ระบุว่า มหาวิทยาลัยทุกแห่งในภูมิภาคนี้ถือเป็นเป้าหมายที่ถูกต้องตามกฎหมาย "จนกว่าจะมีการโจมตีมหาวิทยาลัยของพวกเขาอย่างน้อย 2 แห่งเพื่อเป็นการตอบโต้การโจมตีมหาวิทยาลัยของอิหร่าน"
IRGC เสริมว่า "เราขอแนะนำให้เจ้าหน้าที่ คณาจารย์ และนักศึกษาของมหาวิทยาลัยอเมริกันในภูมิภาคนี้ รวมถึงผู้อยู่อาศัยในบริเวณใกล้เคียง รักษาระยะห่าง 1 กิโลเมตรจากมหาวิทยาลัยเหล่านี้เพื่อความปลอดภัย"
แถลงการณ์เพิ่มเติมว่า สหรัฐฯ ต้องประณามการทิ้งระเบิดมหาวิทยาลัยของอิหร่านเพื่อหลีกเลี่ยงการโจมตีสถาบันของสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้ โดยกำหนดเส้นตายไว้ที่ 12.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันอังคารที่ 30 มี.ค.
อิหร่านโจมตีโรงงานอะลูมิเนียมในบาห์เรน-สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
วันที่ 29 มี.ค. กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) ยอมรับผ่านแถลงการณ์ที่เผยแพร่โดยสถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลอิหร่าน IRIB ว่า ได้ทำการโจมตีโรงงานผลิตอะลูมิเนียมในบาห์เรนและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ด้วยขีปนาวุธและโดรนเมื่อวันที่ 28 มี.ค.
IRGC อ้างว่าสถานที่ที่ถูกโจมตีนั้นมีความเชื่อมโยงกับกองทัพสหรัฐฯ โดยเป็นการตอบโต้การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางอุตสาหกรรมของอิหร่านโดยสหรัฐฯ และอิสราเอล ซึ่งดำเนินการจากฐานทัพทหารที่ตั้งกองกำลังสหรัฐฯ ในรัฐอ่าวเปอร์เซีย
บริษัท Aluminium Bahrain (Alba) กล่าวในแถลงการณ์ว่า พนักงาน 2 คนได้รับบาดเจ็บจากการโจมตี ในขณะที่บริษัท Emirates Global Aluminium (EGA) ของยูเออีกล่าวว่า โรงงานแห่งหนึ่งในอาบูดาบีได้รับความเสียหายอย่างหนัก และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 6 คน
เรื่องนี้ทำให้เกิดความกังวล เนื่องจากมีการประมาณการว่า อุปทานอะลูมิเนียมทั่วโลกมาจากภูมิภาคตะวันออกกลางระหว่าง 4% ถึง 9%
ฮูตีโจมตีอิสราเอลซ้ำสองใน 24 ชม. ลั่นพร้อมปิดช่องแคบทะเลแดง
วันที่ 29 มี.ค. ยาห์ยา ซารี โฆษกของกลุ่มติดอาวุธฮูตีในเยเมนที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน แถลงทางโทรทัศน์ว่า ได้ส่งขีปนาวุธและโดรนปฏิบัติการโจมตีถล่มเป้าหมายสำคัญทางทหารในอิสราเอลเป็นครั้งที่ 2 ภายในระยะเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง พร้อมให้คำมั่นว่า จะยังคงเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารและโจมตีอิสราเอลต่อไปในอีกหลายวันข้างหน้า
ขณะที่อิสราเอลระบุว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศสามารถยิงสกัดขีปนาวุธ 2 ลูกที่ยิงมาจากเยเมนได้สำเร็จ
การที่กลุ่มฮูตีเข้ามามีบทบาทในความขัดแย้งครั้งนี้ยิ่งเพิ่มความตึงเครียดในภูมิภาคให้เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากกลุ่มดังกล่าวมีศักยภาพในการโจมตีเป้าหมายที่อยู่ไกลจากเยเมนและเคยสร้างความปั่นป่วนต่อเส้นทางการเดินเรือบริเวณคาบสมุทรอาหรับและทะเลแดงมาก่อน โดยเคยโจมตีเรือสินค้าเพื่อแสดงจุดยืนสนับสนุนกลุ่มฮามาส หลังสงครามในฉนวนกาซาปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ปี 2023 ที่ผ่านมา
ล่าสุด กระทรวงสารสนเทศของกบฎฮูตีกล่าวว่าเยเมนกำลังพิจารณาปิดช่องแคบบับ-เอลมันเดบ (Bab el-Mandeb Strait) เส้นทางผ่านของการค้าโลกถึง 12 เปอร์เซ็นต์ หากรวมกับการที่อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซแล้วจะทำให้เส้นทางขนส่งทางทะเลที่สำคัญทั้ง 2 แห่งในตะวันออกกลางเป็นอัมพาต
ทหารสหรัฐฯ 3,500 นาย เดินทางถึงตะวันออกกลางแล้ว
ทหารสหรัฐฯ มากกว่า 3,500 นาย รวมไปถึง นาวิกโยธินราว 2,500 นาย บนเรือยกพลขึ้นบก ยูเอสเอส ตริโปลี (USS Tripoli) เดินทางถึงตะวันออกกลางเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตามการเปิดเผยของ หน่วยบัญชาการภาคกลางสหรัฐฯ หรือ CENTCOM (เซ็นต์คอม) ท่ามกลางความตึงเครียดทางทหารระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน
ทาง CENTCOM ระบุว่า เรือยกพลขึ้นบก ยูเอสเอส ตริโปลี จะเป็นเรือรบหลักสำหรับปฏิบัติการของหน่วยสะเทินนํ้าสะเทินบกพร้อมรบ นั่นคือ หน่วยนาวิกโยธินที่ 31 ซึ่งเป็นกำลังรบที่ประจำการนอกประเทศ ที่มีฐานอยู่ในโอกินาวา ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเดินทางมาถึงพื้นที่รับผิดชอบแล้ว
โดยเรือรบลำนี้ เป็นเรือยกพลขึ้นบกที่ทันสมัยที่สุด สามารถจอดเครื่องขับไล่บินล่องหนแบบ F-35 และเครื่องบินลำเลียงที่สามารถขึ้นลงทางดิ่งแบบ V-22 ซึ่งได้รับคำสั่งให้เดินทางจากญี่ปุ่นมายังตะวันออกกลาง โดยใช้เวลาเดินทางเกือบ 2 สัปดาห์
นอกจากนี้ CENTCOM ยังระบุว่า นอกจากเรือยกพลขึ้นบกลำดังกล่าวแล้ว ยังมีการเคลื่อนเรือยกพลขึ้นบก ยูเอสเอส บ็อกเซอร์ (USS Boxer) และเรืออื่น ๆ อีก 2 ลำ พร้อมด้วยนาวิกโยธินที่เดินทางมาจากเมืองซานดิเอโก ของสหรัฐฯ
แม้ว่า มาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ จะออกมาระบุเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า สหรัฐฯ จะเผด็จศึกอิหร่านได้โดยไม่ต้องใช้กำลังทางบก แต่กล่าวเสริมว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้เตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินหลายรูปแบบแล้ว และการใช้กำลังทหารเพื่อปฏิบัติการก็เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่มีอยู่ และโอกาสที่จะเกิดปฏิบัติการทางบกนั้น ขึ้นอยู่กับสถานการณ์
การเคลื่อนกำลังทางทหารไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางนี้ เพื่อการปฏิบัติการทางบก มีความเป็นไปได้สูงมากกว่าเดิมในช่วงก่อนหน้าที่มีข่าวการเคลื่อนกำลัง ภายหลัง ทหารสหรัฐฯ 10 นายได้รับบาดเจ็บสาหัส จากการถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธ และโดรน ที่ฐานทัพอากาศปริ๊นซ์ ซัลทัน (Prince Saltan) ในซาอุดีอาระเบีย
ข่าวกรองสหรัฐฯ เผย ยืนยันได้แค่ 30% จำนวนขีปนาวุธอิหร่านที่ถูกทำลาย
แหล่งข่าว 5 คนที่คุ้นเคยกับหน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯ เปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า จากเป้าหมายการทำลายคลังขีปนาวุธขนาดใหญ่ของอิหร่านนั้น จำนวนที่สหรัฐฯ สามารถยืนยันได้อย่างแน่นอนว่าถูกทำลายมีเพียงประมาณ 1 ใน 3 เท่านั้น
ส่วนสถานะของอีกประมาณ 1 ใน 3 นั้นไม่ชัดเจนนัก แต่แหล่งข่าว 4 รายกล่าวว่า การทิ้งระเบิดน่าจะสร้างความเสียหาย ทำลาย หรือฝังขีปนาวุธเหล่านั้นไว้ในอุโมงค์และบังเกอร์ใต้ดิน
แหล่งข่าวรายหนึ่งกล่าวว่า ข้อมูลข่าวกรองเกี่ยวกับขีดความสามารถด้านโดรนของอิหร่านก็คล้ายคลึงกัน โดยระบุว่ามีความมั่นใจในระดับหนึ่งว่า 1 ใน 3 ถูกทำลายไปแล้ว
การประเมินนี้ ซึ่งไม่เคยมีการรายงานมาก่อน แสดงให้เห็นว่า แม้ว่าขีปนาวุธส่วนใหญ่ของอิหร่านจะถูกทำลายหรือเข้าถึงไม่ได้แล้ว แต่อิหร่านยังคงมีขีปนาวุธจำนวนมาก และอาจสามารถกู้คืนขีปนาวุธที่ถูกฝังหรือเสียหายบางส่วนได้เมื่อการสู้รบยุติลง
ข้อมูลข่าวกรองนี้ขัดแย้งกับคำกล่าวของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่บอกว่า อิหร่านเหลือ “จรวดเพียงไม่กี่ลูก”
อิหร่านอ้างทำลายคลังโดรนของยูเครนในตะวันออกกลาง
เอบราฮิม โซลฟากอรี โฆษกกองบัญชาการกลางคาทัม อัล-อันบิยา (Khatam al-Anbiya) ของอิหร่าน ระบุว่า คลังเก็บระบบต่อต้านโดรนของยูเครนที่ตั้งอยู่ในนครดูไบของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งใช้ในการสนับสนุนกองทัพสหรัฐฯ ตกเป็นเป้าหมายการโจมตีของอิหร่านระหว่างปฏิบัติการโจมตีร่วมระลอกล่าสุดโดยกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) และกองทัพเรืออิหร่าน
นอกจากนี้ยังระบุด้วยว่า มีชาวยูเครน 21 คนอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวขณะเกิดเหตุโจมตี
อย่างไรก็ตาม กระทรวงต่างประเทศของยูเครนได้ออกมาปฏิเสธคำกล่าวอ้างนี้ทันทีว่า เป็นเรื่องโกหก กระทรวงฯ ขอปฏิเสธข้อมูลดังกล่าวอย่างเป็นทางการ พร้อมเสริมว่า ระบอบการปกครองของอิหร่านมักปฏิบัติการเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนในลักษณะนี้อยู่เป็นประจำ
สหรัฐฯ ผลาญ “โทมาฮอว์ก” แล้วกว่า 850 ลูกในสงครามอิหร่าน
เว็บไซต์หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ของสหรัฐฯ รายงานว่า กองทัพอเมริกันยิงขีปนาวุธโทมาฮอว์ก ขีปนาวุธร่อนนำวิถีพิสัยไกลความเร็วต่ำกว่าเสียงไปแล้วกว่า 850 ลูก ภายในระยะเวลา 4 สัปดาห์ของการทำสงครามกับอิหร่าน
วอชิงตันโพสต์รายงานด้วยว่า การใช้ขีปนาวุธนำวิถีความแม่นยำสูงในอัตราที่รวดเร็วลักษณะนี้กำลังสร้างความเป็นกังวลให้กับเจ้าหน้าที่บางส่วนในกระทรวงกลาโหม และนำไปสู่การหารือภายในเกี่ยวกับวิธีการเพิ่มจำนวนอาวุธดังกล่าว ให้มีความพร้อมต่อความต้องการการใช้งานเพิ่มมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวรอยเตอร์ระบุว่า ยังไม่สามารถตรวจสอบรายงานดังกล่าวได้ในทันที
ขณะที่ แคโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกของทำเนียบขาว ระบุในแถลงการณ์ที่ส่งให้กับสำนักข่าวรอยเตอร์สว่า กองทัพสหรัฐฯ ยังคงมียุทโธปกรณ์ เครื่องกระสุนและอาวุธชนิดต่างๆ ในปริมาณที่เพียงพออย่างมากสำหรับการบรรลุเป้าหมายของปฏิบัติการ “Epic Fury” ที่กำหนดโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และภารกิจอื่น ๆ นอกจากนั้น
แถลงการณ์ของโฆษกทำเนียบขาวยังระบุด้วยว่าประธานาธิบดีทรัมป์ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการเสริมความแข็งแกร่งให้กองทัพสหรัฐฯ และจะยังคงเรียกร้องให้บริษัทผู้รับเหมาด้านการป้องกันประเทศเร่งสร้างอาวุธที่ผลิตในอเมริกา ซึ่งเป็นอาวุธที่ดีที่สุดในโลกด้วย
ขณะที่ ฌอน พาร์เนลล์ โฆษกเพนตากอน ระบุว่า กองทัพและกระทรวงสงครามมีทุกอย่างที่จำเป็นแล้วในการดำเนินภารกิจใด ๆ ในเวลาและสถานที่ที่ประธานาธิบดีทรัมป์เลือก และตามกรอบเวลาที่กำหนด
ขีปนาวุธโทมาฮอว์กถูกใช้งานในสนามรบครั้งแรกในช่วงปฏิบัติการพายุทะเลทราย (Operation Desert Storm) ปี 1991 และยังคงเป็นหนึ่งในอาวุธโจมตีระยะไกลหลักของสหรัฐฯ จนถึงปัจจุบัน
ขีปนาวุธชนิดนี้ผลิตโดยบริษัทเรย์เธียน (Raytheon) และมีราคาประมาณ 2 ล้านดอลลาร์หรือราว 65 ล้านบาทต่อลูก
ทั้งนี้ ขีปนาวุธร่อนโทมาฮอว์กได้รับการออกแบบให้สามารถบินในระดับต่ำเพื่อลดโอกาสถูกตรวจจับ และสามารถหลบหลีกเพื่อหลีกเลี่ยงระบบป้องกันภัยทางอากาศได้ โดยโทมาฮอว์กรุ่นใหม่ยังสามารถปรับเปลี่ยนเป้าหมายระหว่างการบินหรือแม้แต่บินวนเหนือเป้าหมายก่อนโจมตีได้
สหรัฐฯ อ้างจบศึกในไม่กี่สัปดาห์-ไม่ต้องบุกภาคพื้นดิน
เมื่อวันที่ 28 มี.ค. มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ แสดงความเห็นว่า ปฏิบัติการโจมตีอิหร่านน่าจะปิดฉากได้ภายในไม่กี่อาทิตย์ และเชื่อว่าปิดจบได้โดยไม่ต้องใช้ทหารภาคพื้นดิน
รูบิโอ ระบุว่า ปฏิบัติการทางทหารเป็นไปตามแผนหรืออาจเร็วกว่ากำหนด พร้อมคาดการณ์ว่าสงครามอิหร่านจะสิ้นสุดลงภายในไม่กี่สัปดาห์ ไม่ใช่หลายเดือน และสหรัฐฯ สามารถบรรลุเป้าหมายได้ โดยไม่จำเป็นต้องส่งกองกำลังภาคพื้นดินเข้าไปในอิหร่าน แต่ยอมรับว่ามีการส่งกองกำลังไปเสริม เพื่อให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีทางเลือกมากที่สุดและสามารถปรับเปลี่ยนแผนรับมือกับสถานการณ์ได้ หากมีความจำเป็น
ส่วนกรณีที่อิหร่านเล็งตั้งระบบเก็บค่าผ่านทางในช่องแคบฮอร์มุซ รูบิโอระบุว่า เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและไม่อาจยอมรับได้
"ตามที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ชี้แจง ปฏิการนี้ยังเป็นไปตามแผนหรืออาจเร็วกว่ากำหนด และคาดว่าจะเสร็จสิ้นในเวลาที่เหมาะสมภายในไม่กี่สัปดาห์ ไม่ใช่หลายเดือน ความคืบหน้าเป็นไปได้ด้วยดีมาก แน่นอนว่าเรายังมีงานที่ต้องทำ และเราต้องทำภารกิจให้เสร็จ ซึ่งขณะนี้เราก็กำลังดำเนินการให้สำเร็จ" รูบิโอกล่าว
เขาเสริมว่า "ผมได้อธิบายให้พันธมิตรของเราทราบว่า ทันทีที่ปฏิบัติการนี้สิ้นสุดลงและเราบรรลุเป้าหมาย หนึ่งในความท้าทายสำคัญที่อาจเกิดขึ้น คือ อิหร่าน อาจพยายามจัดตั้งระบบเรียกเก็บค่าผ่านทางในช่องแคบฮอร์มุซ สิ่งนี้ไม่เพียงผิดกฎหมายแต่ยังไม่อาจยอมรับได้ และยังเป็นอันตรายต่อโลก ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ประชาคมโลกจะต้องมีแผนรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว"
เรือสหรัฐฯ ลำที่ 3 มุ่งหน้าตะวันออกกลาง
สำนักข่าว CBS ของสหรัฐฯ รายงานว่า เรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส จอร์จ เอช. ดับเบิลยู. บุช (USS George HW Bush) ซึ่งเปรียบเสมือนฐานทัพอากาศลอยน้ำ เพราะสามารถบรรทุกเครื่องบินได้มากกว่า 80 ลำ กำลังเดินทางไปประจำการที่กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง
สำหรับเรือ ยูเอสเอส จอร์จ เอช. ดับเบิลยู. บุช ซึ่งเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินขนาดใหญ่ ชั้นนิมิตซ์ เพิ่งเสร็จสิ้นการฝึก ก่อนการปฏิบัติภารกิจ เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา และการที่กองเรือมุ่งหน้าสู่ตะวันออกกลาง จะทำให้สหรัฐฯ มีเรือบรรทุกเครื่องบิน ประจำการใกล้อิหร่านทั้งสิ้น 3 ลำ ซึ่งจะช่วยเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลเตหะราน
นอกจากนี้ ยังมีเรือพิฆาตติดขีปนาวุธนำวิถีอีก 2 ลำ คือ ยูเอสเอส โดนัลด์ คุก และยูเอสเอส เมสัน ที่ออกเดินทางจากสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ และกำลังมุ่งหน้าเสริมทัพสงครามอิหร่าน เช่นเดียวกับเรือยูเอสเอส รอสส์ ที่ออกเดินทางจากสหรัฐฯ เช่นกัน แต่ปลายทางยังไม่ทราบแน่ชัด
โจมตีฐานทัพอเมริกันในซาอุฯ
เมื่อวันที่ 28 มี.ค. ฐานทัพอากาศปรินซ์สุลต่าน ในซาอุดีอาระเบีย ถูกอิหร่านโจมตี เบื้องต้น มีรายงานทหารอเมริกันได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้อย่างน้อย 12 นาย และในจำนวนนี้ มีอย่างน้อย 2 ราย ได้รับบาดเจ็บสาหัส
หนังสือพิมพ์ เดอะ วอลล์ สตรีท เจอร์นัล รายงานว่า ทหารเหล่านี้อยู่ภายในอาคารของฐานทัพ ช่วงที่การโจมตีเกิดขึ้น
แหล่งข่าวที่ไม่ระบุชื่อ เปิดเผยกับนิวยอร์กไทม์ส และ วอลล์ สตรีท เจอร์นัล ว่า เหตุโจมตีครั้งนี้ เกิดจากขีปนาวุธอย่างน้อย 1 ลูก และโดรนอีกหลายลำ ส่งผลให้เครื่องบินเติมเชื้อเพลิงได้รับความเสียหายหลายลำ
ข้อมูลจากกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ชี้ว่า มีทหารอเมริกันอย่างน้อย 302 นายได้รับบาดเจ็บนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ. โดยส่วนใหญ่เป็นการบาดเจ็บเล็กน้อย และทหาร 273 นายกลับไปปฏิบัติหน้าที่แล้ว
อย่างไรก็ตาม สำนักข่าว AFP รายงานอ้างเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ นายหนึ่งที่ไม่ประสงค์ออกนามว่า มีทหาร 10 นายได้รับบาดเจ็บอาการสาหัส
ส่วนตัวเลขทหารที่เสียชีวิตในสงครามอยู่ที่ 13 นาย โดย 7 นายเสียชีวิตระหว่างปฎิบัติหน้าที่ในประเทศแถบอ่าวเปอร์เซีย และ 6 นายในอิรัก หลังเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงประสบเหตุตก
ขณะที่กลุ่มนักเคลื่อนไหวในสหรัฐฯ ระบุว่า มีทหารอิหร่านเสียชีวิตประมาณ 1,167 นาย และไม่ทราบสถานะของทหารอีก 658 นาย แต่สำนักข่าว AFP ไม่สามารถตรวจสอบจำนวนผู้เสียชีวิตในอิหร่านได้อย่างอิสระ เนื่องจากข้อจำกัดในการรายงานข่าว
อิหร่านอนุญาตเรือปากีสถานผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้
เมื่อวันที่ 28 มี.ค. อิสฮัก ดาร์ รัฐมนตรีต่างประเทศปากีสถาน เปิดเผยว่า อิหร่านตกลงอนุญาตให้เรือที่ติดธงปากีสถาน 20 ลำสามารถแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้
ดาร์ระบุว่า จะมีเรือ 2 ลำแล่นผ่านช่องแคบทุกวันภายใต้ข้อตกลงนี้ และเสริมว่า การตัดสินใจของอิหร่านเป็น “สัญญาณแห่งสันติภาพ” ซึ่งอาจช่วยฟื้นฟูเสถียรภาพให้กับภูมิภาคที่กำลังอยู่ในภาวะตึงเครียด และยกย่องว่าเป็น “ท่าทีที่น่ายินดีและสร้างสรรค์”
สื่ออิหร่านรายงาน ไทยบรรลุข้อตกลงอิหร่าน ให้เรือไทยผ่านฮอร์มุซได้
สื่อของประเทศอิหร่าน อย่าง Iran News 24 ได้ออกมารายงานว่า "ไทยประกาศบรรลุข้อตกลงกับอิหร่านเกี่ยวกับการผ่านช่องแคบฮอร์มุซของเรือต่าง ๆ"
โดยนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกุล ประกาศเมื่อวันที่ 28 มี.ค. ว่า ประเทศไทยได้บรรลุข้อตกลงกับอิหร่านเพื่อรับประกันการผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างปลอดภัยสำหรับเรือบรรทุกน้ำมันของไทย
นายอนุทินกล่าวว่า ข้อตกลงนี้จะช่วย “บรรเทาความกังวลเกี่ยวกับการจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงให้กับประเทศไทย”
พร้อมเสริมว่า ประเทศไทยคาดว่าจะหลีกเลี่ยงการหยุดชะงักเพิ่มเติมเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นเมื่อต้นเดือนมีนาคม “ด้วยข้อตกลงนี้ เรามั่นใจว่าจะไม่เผชิญกับการหยุดชะงักเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นเมื่อต้นเดือนมีนาคมอีกต่อไป”
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย กล่าวว่า ได้ชี้แจงให้อิหร่านทราบอย่างชัดเจนว่า ประเทศไทย “ไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้ง” และดังนั้นจึง “มีสิทธิในการผ่านทางทะเลอย่างปลอดภัยภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ” ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว ทางการไทยจะแจ้งให้อิหร่านทราบล่วงหน้าเกี่ยวกับเรือทุกลำที่แล่นผ่านช่องแคบ โดยเตหะรานจะตอบสนองต่อคำขอแต่ละครั้ง
ด้านสำนักข่าว The Straits Times และ สำนักข่าว CNA - Channel News Asia ของประเทศสิงคโปร์ รายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ได้มีการบรรลุข้อตกลงที่จะอนุญาตให้เรือบรรทุกน้ำมันของไทยสามารถแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัย
ด้าน China Daily สื่อยักษ์ใหญ่ของจีน ได้ออกมารายงานข่าวนี้เช่นเดียวกัน โดยระบุพาดหัวว่า ประเทศไทยสามารถรักษาความปลอดภัยสำหรับเรือต่าง ๆ ในการผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
พร้อมรายละเอียดว่า "ประเทศไทยประสบความสำเร็จในการประสานงานทางการทูตกับพันธมิตรในภูมิภาคเพื่อให้เรือบรรทุกน้ำมันสามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัย ซึ่งช่วยบรรเทาความกังวลเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะเกิดการหยุดชะงักของอุปทานพลังงานท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลางตามรายงานของแผนกประชาสัมพันธ์ของรัฐบาล"
เรียบเรียงจาก Al Jazeera / BBC / CNN / The Guardian