วันที่ 31 มี.ค. รัฐบาลเกาหลีใต้เสนองบประมาณเพิ่มเติมจำนวน 26.2 ล้านล้านวอน (ราว 5.6 แสนล้านบาท) ซึ่งมีเป้าหมายหลักเพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในตะวันออกกลาง โดยจะรวมถึงการแจกเงินสดให้แก่ประชาชนประมาณ 70%
ข้อเสนอดังกล่าว ซึ่งได้รับการอนุมัติในการประชุมคณะรัฐมนตรี มุ่งเน้นไปที่ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ การรับมือกับราคาน้ำมันที่สูงขึ้น การรักษาเสถียรภาพความเป็นอยู่ และการลดความเสียหายทางอุตสาหกรรม พร้อมทั้งรักษาห่วงโซ่อุปทาน
พัค ฮง-กึน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการวางแผนและงบประมาณเกาหลีใต้ กล่าวว่า “คลื่นวิกฤตครั้งใหญ่กำลังเข้าใกล้เศรษฐกิจของเราอย่างรวดเร็ว ซึ่งเกิดจากความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นอย่างมากทั้งในและต่างประเทศ อันเนื่องมาจากความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในตะวันออกกลาง”
ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดนับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่านในปลายเดือน ก.พ. ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันทั่วโลก โดยที่เกาหลีใต้พึ่งพาการนำเข้าพลังงานเป็นอย่างมาก
รัฐมนตรีกล่าวเสริมว่า ราคาน้ำมันที่สูงและภาวะเงินเฟ้อกำลังสร้างภาระหนักให้กับกลุ่มเปราะบาง รวมถึงเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กและคนรุ่นใหม่
กระทรวงฯ ระบุว่า องค์ประกอบสำคัญของข้อเสนอนี้คือการให้เงินช่วยเหลือรวม 4.8 ล้านล้านวอน (ราว 1 แสนล้านบาท) แก่ผู้มีรายได้ต่ำสุด 70% ของประเทศ
ประชาชนประมาณ 35.8 ล้านคนจะได้รับเงินช่วยเหลือระหว่าง 100,000 ถึง 600,000 วอน (ราว 2,100 ถึง 13,000 บาท) ต่อคน โดยการจ่ายเงินจะแตกต่างกันไปตามระดับรายได้ ภูมิภาค และว่าผู้รับอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ประชากรลดลงหรือไม่
ผู้ที่ได้รับเงินช่วยเหลือมากที่สุดถึง 600,000 วอนต่อคน จะเป็นผู้ที่ได้รับเงินช่วยเหลือด้านความมั่นคงในการดำรงชีพขั้นพื้นฐานที่อาศัยอยู่นอกเขตมหานครโซล
นอกจากนี้ ยังมีการจัดสรรเงินอีก 5.1 ล้านล้านวอน (ราว 1.1 แสนล้านบาท) เพื่อสนับสนุนโครงการจำกัดราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและมาตรการแก้ไขปัญหาการหยุดชะงักของอุปทานแนฟทา ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและอุตสาหกรรมอื่น ๆ
ภายใต้ระบบกำหนดเพดานราคาที่นำมาใช้ในเดือน มี.ค. รัฐบาลจะกำหนดราคาสูงสุดสำหรับผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิงที่โรงกลั่นน้ำมันจัดส่งให้กับสถานีบริการน้ำมันและผู้จัดจำหน่ายปลีกทุก 2 สัปดาห์ โดยอิงกับการเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันในตลาดโลก
จากงบประมาณ 5.1 ล้านล้านวอน มีอยู่ 8.77 หมื่นล้านวอน (ราว 1.88 พันล้านบาท) จะถูกนำไปใช้เพื่อเพิ่มอัตราการคืนเงินค่าโดยสารขนส่งสาธารณะชั่วคราวสูงสุดถึง 30% เป็นเวลา 6 เดือน
รัฐบาลเกาหลีใต้ยังได้เริ่มบังคับใช้นโยบายลดการใช้รถในภาครัฐแล้ว พร้อมทั้งส่งเสริมการมีส่วนร่วมโดยสมัครใจจากภาคเอกชนและส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ
กระทรวงกล่าวว่า งบที่เหลือจะถูกนำไปใช้เพื่อเสริมสร้างฐานะการเงินของรัฐบาลท้องถิ่น สนับสนุนผู้ประกอบการและการจ้างงานของเยาวชน การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน และการรักษาเสถียรภาพห่วงโซ่อุปทาน
งบประมาณเพิ่มเติมนี้จะได้รับการจัดหาเงินทุนโดยไม่ต้องออกพันธบัตรรัฐบาลเพิ่มเติม โดยใช้รายได้จากภาษี 25.2 ล้านล้านวอน (ราว 5.4 แสนล้านบาท) และเงินทุนสาธารณะ 1 ล้านล้านวอน (ราว 2.2 หมื่นล้านบาท)
ขณะเดียวกัน สายการบินโคเรียนแอร์ (Korean Air) ซึ่งเป็นสายการบินแห่งชาติของเกาหลีใต้ จะเข้าสู่โหมดการบริหารจัดการฉุกเฉินในสัปดาห์นี้ เพื่อรับมือกับต้นทุนเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้นและสภาวะภายนอกที่เลวร้ายลง
แหล่งข่าวระบุว่า อู คี-ฮง รองประธานสายการบินโคเรียนแอร์ ได้โพสต์ประกาศภายในว่า บริษัทจะเริ่มใช้ระบบการจัดการฉุกเฉินตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. เป็นต้นไป
อูกล่าวว่า การตัดสินใจดังกล่าวมีขึ้นเพื่อรับมือกับต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นอันเนื่องมาจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กำลังดำเนินอยู่ บริษัทจะดำเนินการตามมาตรการตอบสนองเป็นระยะเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพด้านต้นทุน
เขายังเตือนว่า หากราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน อาจส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อความสามารถของบริษัทในการบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจ “มาตรการเหล่านี้ไม่ใช่การลดต้นทุนเพียงครั้งเดียว แต่เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามเชิงโครงสร้างที่กว้างขึ้นเพื่อเสริมสร้างรากฐานของบริษัท”
สายการบินเอเชียนาแอร์ไลน์ ซึ่งเป็นสายการบินที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศและเป็นบริษัทในเครือของโคเรียนแอร์ ก็ได้เข้าสู่โหมดการบริหารจัดการฉุกเฉินเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเช่นกัน
อุตสาหกรรมการบินโดยรวมกำลังเผชิญกับแรงกดดันที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบิน ซึ่งโดยปกติคิดเป็นประมาณ 30% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด พุ่งสูงขึ้น ในขณะที่ค่าเงินวอนเกาหลียังคงอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ
สายการบินต้นทุนต่ำหลายแห่ง รวมถึง Jin Air และ Air Busan วางแผนที่จะลดเที่ยวบินลงตั้งแต่เดือน เม.ย. เพื่อลดการขาดทุน ผู้สังเกตการณ์ในอุตสาหกรรมคาดการณ์ว่าจะมีสายการบินอื่น ๆ ดำเนินการเช่นเดียวกัน หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงดำเนินต่อไป