สื่อทางการอิหร่านรายงานเมื่อวันที่ 30 มี.ค. 2569 ว่า คณะกรรมาธิการความมั่นคงของรัฐสภาอิหร่านได้อนุมัติแผนการกำกับดูแลและเรียกเก็บค่าธรรมเนียมกับเรือที่สัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์ที่มีการขนส่งน้ำมันคิดเป็นสัดส่วน 1 ใน 5 ของโลก
ซึ่งแผนดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อบังคับใช้บทบาทอธิปไตยของอิหร่านและกองทัพในพื้นที่ดังกล่าว โดยระบุถึงองค์ประกอบสำคัญเพื่อยกระดับการควบคุมและตรวจตราช่องแคบ
เช่น การวางกำลังด้านความมั่นคงเพื่อปกป้องเส้นทางเดินเรือ มาตรการรับประกันความปลอดภัยในการเดินเรือ กฎระเบียบทางการเงิน การเรียกเก็บค่าผ่านทางจากเรือที่สัญจรผ่าน โดยต้องจ่ายเป็นสกุลเงินเรียลอิหร่านเท่านั้น และห้ามเรือของสหรัฐฯ และอิสราเอล รวมถึงประเทศอื่นๆ ที่มีส่วนร่วมในการคว่ำบาตรอิหร่าน ผ่านโดยเด็ดขาด
ขณะที่สำนักข่าว AFP รายงานว่า ระบบจัดเก็บค่าผ่านทางใหม่นี้ จะดำเนินการโดยความร่วมมือระหว่างอิหร่านและโอมาน ซึ่งเป็นสองประเทศที่อยู่สองฝั่งของช่องแคบ
ช่องแคบฮอร์มุซกลายเป็นจุดสำคัญในความขัดแย้งที่เริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ ที่สหรัฐฯ และอิสราเอล เปิดปฏิบัติการร่วมโจมตีอิหร่าน
การที่อิหร่านขู่และโจมตีการเดินเรือที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ช่องแคบนี้เหมือนกับถูกปิดโดยปริยาย ส่งผลให้น้ำมันดิบราว 15 ล้านบาร์เรลต่อวัน ต้องตกค้างอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย สร้างความผันผวนอย่างรุนแรงต่อตลาดน้ำมันโลก
บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลด้านสินค้าโภคภัณฑ์ “เคปเลอร์” (Kpler) ระบุว่า นับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้น จำนวนเรือที่เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลงถึง 95 เปอร์เซ็นต์