ณ วันที่ 10 เม.ย. ถนนในกรุงอิสลามาบัดถูกปิดล้อมอย่างเข้มงวด ขณะที่เมืองหลวงของปากีสถานเตรียมพร้อมเป็นเจ้าภาพการเจรจาครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ซึ่งเป็นความหวังที่จะยุติสงครามที่สร้างความเสียหายอย่างหนักในตะวันออกกลาง
แม้ว่าการหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านดูเหมือนจะเปราะบางมากขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางการโจมตีเลบานอนอย่างต่อเนื่องของอิสราเอล และข้อพิพาทเกี่ยวกับเงื่อนไขของการเจรจา แต่เจ้าหน้าที่ปากีสถานยืนยันว่า การเจรจาสันติภาพที่สำคัญยิ่งนี้จะเกิดขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์ตามแผนที่วางไว้
ความพยายามไกล่เกลี่ยของปากีสถานส่งผลให้สองประเทศที่กำลังทำสงครามกันตกลงหยุดยิงเป็นเวลา 2 สัปดาห์ได้สำเร็จ หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ขู่ว่า “อารยธรรมทั้งหมดจะล่มสลาย” หากอิหร่านไม่ยอมทำตามข้อเรียกร้องของเขา
ในส่วนหนึ่งของข้อตกลงหยุดยิง ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะพบกันที่กรุงอิสลามาบัดเพื่อเจรจาหาทางออกเพื่อสันติภาพที่ยั่งยืน ซึ่งถือเป็นชัยชนะทางการทูตครั้งสำคัญของปากีสถาน
อย่างไรก็ตาม ยังคงมีคำถามสำคัญเกี่ยวกับข้อตกลงหยุดยิงและพื้นฐานของการเจรจา ขณะที่อิหร่านและปากีสถานระบุว่า ข้อตกลงหยุดยิงรวมถึงเลบานอนด้วย แต่สหรัฐฯ และอิสราเอลยืนยันว่าเป็นประเด็นแยกต่างหาก
ประธานาธิบดีอิหร่าน มาซูด เปเซชเคียน กล่าวว่า การเจรจาสันติภาพใด ๆ จะ “ไร้ความหมาย” หากเกิดขึ้นในขณะที่ยังคงมีการทิ้งระเบิดใส่เลบานอน
ซาอีด คาติบซาเดห์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน กล่าวว่า การแทรกแซงของปากีสถานเพื่อรักษาสันติภาพและปกป้องข้อตกลงหยุดยิงที่เปราะบางนี้ยังคงดำเนินต่อไป
คาติบซาเดห์อ้างว่า ปากีสถานเข้าแทรกแซงเพื่อหยุดยั้งอิหร่านไม่ให้ตอบโต้การโจมตีเลบานอน
ก่อนการเจรจารอบแรกในอิสลามาบัด ซึ่งมีกำหนดจะเกิดขึ้นในวันที่ 11 เม.ย. เจ้าหน้าที่ทหารและหน่วยรักษาความปลอดภัยกึ่งทหารถูกส่งไปประจำการ และมีการเพิ่มกำลังรักษาความปลอดภัยทั่วเมืองหลวง มีการประกาศให้วันที่ 9-10 เม.ย. เป็นวันหยุดราชการ และถนนหนทางก็เงียบสงัด
เจ้าหน้าที่ปากีสถานยังคงปิดปากเงียบเกี่ยวกับการเตรียมการเจรจา โดยอ้างถึงความกังวลด้านความปลอดภัยและการทูต แต่กล่าวว่าการเตรียมการดำเนินไปอย่างเต็มที่
เจ้าหน้าที่คนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการเตรียมการ กล่าวว่า “สิ่งที่เราให้ความสำคัญคือการเจรจาต้องราบรื่น เราไม่ต้องการถูกมองว่าเป็นผู้ขัดขวาง บทบาทของเราคือผู้ประสานงานและผู้ไกล่เกลี่ย เราจะปล่อยให้ทั้งสองฝ่าย อิหร่านและสหรัฐฯ แบ่งปันความคืบหน้าใด ๆ กับสื่อหากพวกเขาต้องการ”
เจ้าหน้าที่ยืนยันว่า คณะผู้แทนหลักมีกำหนดเดินทางมาถึงในคืนวันที่ 9 เม.ย. และเช้าวันที่ 10 เม.ย. โดยทางฝั่งสหรัฐฯ ยืนยันว่า ทีมเจรจาของพวกเขาจะนำโดยรองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ โดยมีทูตพิเศษ สตีฟ วิตคอฟฟ์ และจาเร็ด คุชเนอร์ เดินทางไปยังอิสลามาบัดด้วย
ด้านเจ้าหน้าที่อิหร่านกล่าวว่า คณะผู้แทนของพวกเขาจะรวมถึงรัฐมนตรีต่างประเทศ อับบาส อารักชี และประธานรัฐสภา โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ซึ่งทั้งสองคนเป็นส่วนหนึ่งของการเจรจาหยุดยิง นอกจากนี้คาดว่าจะมีบุคคลสำคัญจากกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) เข้าร่วมด้วย
เจ้าหน้าที่กล่าวว่าคณะผู้แทนจากประเทศในอ่าวเปอร์เซีย รวมถึงกาตาร์และซาอุดีอาระเบีย ก็จะเดินทางไปยังอิสลามาบัดและอาจเข้าร่วมการเจรจานอกรอบด้วย
เนื่องจากความเสี่ยงด้านความปลอดภัย เจ้าหน้าที่ปากีสถานยืนยันว่า มีสถานที่ที่เป็นไปได้ 3-4 แห่งที่กำลังเตรียมการสำหรับการประชุมที่สำคัญระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ
ผู้เข้าร่วมที่มีชื่อเสียงที่สุดคาดว่าจะพักอยู่ที่โรงแรมเซเรนา 5 ดาวสุดหรูในอิสลามาบัด ซึ่งอาจเป็นสถานที่จัดการเจรจาด้วย โดยแขกของโรงแรมถูกย้ายออกไปหมด และถนนโดยรอบรัศมี 3 กิโลเมตรถูกปิดกั้นไม่ให้รถยนต์สัญจร และอยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพ
สถานที่อื่น ๆ ที่เจ้าหน้าที่กล่าวถึงว่าอาจใช้เป็นสถานที่เจรจา ได้แก่ สำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ศูนย์การประชุมในกรุงอิสลามาบัด หรือสถานที่ทางทหารที่ปลอดภัย
เจ้าหน้าที่กล่าวว่า ยังไม่มีกำหนดเวลาที่แน่นอนว่าการเจรจาจะใช้เวลานานเท่าใด อย่างไรก็ตาม แขกที่ถูกอพยพออกจากโรงแรมเซเรนาเมื่อวันที่ 8 เม.ย. ได้รับแจ้งว่า โรงแรมจะถูกใช้จนถึงคืนวันที่ 12 เม.ย.
ขณะเดียวกัน อิสฮัก ดาร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศปากีสถาน กล่าวว่า คณะผู้แทนทั้งหมด รวมถึงนักข่าว “จากประเทศที่เข้าร่วม” ที่จะเดินทางไปยังกรุงอิสลามาบัดในสุดสัปดาห์นี้เพื่อเจรจาเรื่องหยุดยิงระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ จะได้รับวีซ่าเมื่อเดินทางถึงปากีสถาน
“ปากีสถานยินดีต้อนรับคณะผู้แทนทั้งหมด รวมถึงนักข่าวจากประเทศที่เข้าร่วม ที่เดินทางมาเพื่อเข้าร่วมการเจรจาอิสลามาบัดปี 2026 ด้วยเหตุนี้ จึงขอให้สายการบินทุกแห่งอนุญาตให้บุคคลดังกล่าวขึ้นเครื่องได้โดยไม่ต้องมีวีซ่า เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองในปากีสถานจะออกวีซ่าให้เมื่อเดินทางถึง” ดาร์กล่าว
เรียบเรียงจาก The Guardian