รัฐบาลสวีเดน กำลังผลักดันนโยบายให้โรงเรียนกลับมาใช้หนังสือ กระดาษ และปากกาในห้องเรียนมากขึ้น เพื่อแก้ปัญหาระดับทักษะการอ่านและการเขียนของนักเรียนที่ลดลงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
นโยบายดังกล่าวถือเป็นการเปลี่ยนทิศทางครั้งสำคัญ หลังจากที่สวีเดนเคยเป็นหนึ่งในประเทศที่นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการศึกษา โดยเฉพาะในช่วงปลายทศวรรษ 2000 ถึงต้นทศวรรษ 2010 ซึ่งโรงเรียนส่วนใหญ่มีการใช้คอมพิวเตอร์และแท็บเล็ตในห้องเรียน
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสวีเดนกำลังผลักดันแนวคิด "จากหน้าจอสู่หนังสือ" โดยพยายามลดการใช้หน้าจอในเด็กเล็กให้มากที่สุด พร้อมเตรียมออกมาตรการห้ามใช้โทรศัพท์มือถือในโรงเรียน แม้ในกรณีเพื่อการเรียนการสอน
โรงเรียนแห่งหนึ่งในเมืองนัคคา ใกล้กรุงสตอกโฮล์ม เมืองหลวงของประเทศ นักเรียนระดับมัธยมปลายเริ่มกลับมาใช้หนังสือเรียนและเอกสารที่เป็นกระดาษมากขึ้น ครูบางรายเลือกพิมพ์เนื้อหาบทเรียนแจกแทนการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัล ขณะที่วิชาคณิตศาสตร์บางห้องเรียนก็เปลี่ยนไปใช้ตำราเรียนแบบดั้งเดิม
รัฐบาลให้เหตุผลว่า การเรียนโดยไม่ใช้หน้าจอช่วยเพิ่มสมาธิ และส่งเสริมทักษะการอ่านเขียนได้ดีกว่า พร้อมจัดสรรงบประมาณกว่า 2.1 พันล้านโครนาสวีเดน หรือราว 7.4 พันล้านบาท เพื่อจัดซื้อหนังสือเรียนและคู่มือครู รวมถึงเตรียมปรับหลักสูตรใหม่ที่เน้นการเรียนผ่านตำราภายในปี 2028
ด้านนักวิชาการบางส่วน เช่น นักประสาทวิทยาจากสถาบันคาโรลินสกา ระบุว่า การใช้หน้าจอมากเกินไปอาจทำให้เด็กเสียสมาธิ และมีผลต่อพัฒนาการของสมอง ขณะเดียวกัน งานวิจัยบางชิ้นยังชี้ว่าการอ่านจากหน้าจออาจทำให้เข้าใจเนื้อหาได้ยากกว่าการอ่านจากกระดาษ
รายงานขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ยังระบุว่า แม้เครื่องมือดิจิทัลจะมีประโยชน์ต่อการเรียนรู้ แต่การใช้งานมากเกินไปโดยเฉพาะในวิชาคณิตศาสตร์ มีความสัมพันธ์กับผลการเรียนที่ลดลง
อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจและผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีออกมาแสดงความกังวลว่า แนวทางดังกล่าวอาจทำให้นักเรียนขาดทักษะดิจิทัลที่จำเป็นในอนาคต โดยมีการประเมินว่าเกือบ 90% ของอาชีพในอนาคตต้องอาศัยทักษะด้านดิจิทัล
นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำ เนื่องจากเด็กจากครอบครัวที่มีฐานะดีอาจยังสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีและการเรียนรู้ด้านดิจิทัลจากที่บ้านได้มากกว่า
แม้จะมีเสียงวิจารณ์ แต่รัฐบาลสวีเดนยืนยันว่า การเสริมสร้างทักษะพื้นฐานด้านการอ่านและการเขียนเป็นสิ่งจำเป็น และเชื่อว่านโยบายดังกล่าวจะช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาในระยะยาว
ที่มา: BBC