แคโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาวของสหรัฐฯ เปิดเผยว่าว่า สตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษ และจาเร็ด คุชเนอร์ ลูกเขยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ จะเดินทางไปยังกรุงอิสลามาบัดของปากีสถานในเช้าวันเสาร์ ตามเวลาท้องถิ่น
เนื่องจากอิหร่าน ต้องการหารือข้อตกลงหยุดยิงถาวร ยุติสงครามที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พร้อมเสริมว่า รองประธานาธิบดีเจดี แวนซ์ อยู่ในสถานะพร้อมเดินทางเข้าร่วมประชุมด้วย หากการเจรจามีแนวโน้มประสบความสำเร็จ
นอกจากนี้ ยังระบุด้วยว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ตัดสินใจส่ง วิตคอฟฟ์ และ คุชเนอร์ ไปยังปากีสถาน เพื่อรับฟังข้อเสนอจากอิหร่าน พร้อมย้ำว่าทรัมป์ พร้อมเปิดโอกาสสำหรับแนวทางทางการทูตเสมอ และว่ามีความคืบหน้าบางอย่างจากฝ่ายอิหร่านในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา
ถ้อยแถลงดังกล่าวมีขึ้นหลัง เอสมาอิล บาเกอ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน เปิดเผยว่า ตนและอับบาส อารักชี รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน เดินทางถึงกรุงอิสลามาบัดแล้ว ตั้งแต่ช่วงเช้าวันนี้ และอารักชีจะพบหารือกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของปากีสถานก่อน
อย่างไรก็ตาม บาเกอี ย้ำว่า ยังไม่มีแผนจัดการพบกันโดยตรงระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ และท่าทีใดๆ ของอิหร่านจะถูกส่งผ่านทางปากีสถานแทน
ขณะที่ก่อนหน้านี้ พีต เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมหรือเพนตากอนของสหรัฐฯ กล่าวว่า เตหะรานยังมีโอกาสที่จะทำข้อตกลงที่ดี โดยย้ำว่า อิหร่านเพียงแค่ต้องละทิ้งโครงการอาวุธนิวเคลียร์อย่างจริงจังและสามารถตรวจสอบได้
เฮกเซธ ยังเตือนว่า การปิดกั้นทางทหารที่กำลังดำเนินอยู่ของสหรัฐฯ ในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก กำลังขยายวงกว้างและส่งผลกระทบต่อทั่วโลก พร้อมเสริมว่า สหรัฐฯ ไม่ได้กระตือรือร้นที่จะทำข้อตกลงกับอิหร่าน และย้ำถ้อยแถลงของทรัมป์ ก่อนหน้านี้ที่ว่า สหรัฐฯ มีเวลาเหลือเฟือ
"อารักชี" ย้ำจุดยืนอิหร่านต่อปากีสถาน หนุนยุติสงครามอย่างสมบูรณ์
อับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน เปิดเผยความคืบหน้าระหว่างการเยือนปากีสถาน โดยระบุว่าได้เข้าพบ เชห์บาซ ชารีฟ นายกรัฐมนตรีปากีสถาน หลังจากก่อนหน้านี้ได้หารือกับผู้บัญชาการกองทัพปากีสถานแล้ว
อารักชีกล่าวว่า ตนได้อธิบายจุดยืนและหลักการของอิหร่านต่อสถานการณ์ล่าสุดที่เกี่ยวข้องกับข้อตกลงหยุดยิง รวมถึงประเด็นการยุติสงครามอย่างสมบูรณ์
รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านเน้นว่า เตหะรานต้องการเห็นการยุติความขัดแย้งอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงการหยุดยิงชั่วคราว พร้อมยืนยันว่าการสร้างเสถียรภาพในภูมิภาคจำเป็นต้องเกิดจากการยุติการสู้รบอย่างถาวร
อารักชียังระบุว่า นายกรัฐมนตรีเชห์บาซ ชารีฟ ได้แสดงความเชื่อมั่นว่ากระบวนการเจรจาจะยังคงดำเนินต่อไป และมีโอกาสนำไปสู่แนวทางสันติภาพที่ยั่งยืน
การพบหารือครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความพยายามทางการทูตในภูมิภาค หลังจากสหรัฐฯ และหลายประเทศพยายามผลักดันข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิหร่าน อิสราเอล และฝ่ายที่เกี่ยวข้องในความขัดแย้งตะวันออกกลาง
ก่อนหน้านี้ อิหร่านยืนยันว่า การเยือนปากีสถานครั้งนี้ไม่ได้มีภารกิจเกี่ยวข้องกับการเจรจานิวเคลียร์ แต่เป็นการหารือด้านความสัมพันธ์ทวิภาคีและสถานการณ์ด้านความมั่นคงในภูมิภาคเป็นหลัก
“ทรัมป์” อ้างอิหร่านจ่อยื่นข้อเสนอตอบสนองสหรัฐฯ
ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์รอยเตอร์ทางโทรศัพท์ ว่า อิหร่านมีแผนจะยื่นข้อเสนอที่มุ่งตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของสหรัฐ ขณะที่การเจรจาสันติภาพคาดว่าจะกลับมาเริ่มต้นอีกครั้งในปากีสถาน
ทรัมป์ บอกว่า “พวกเขากำลังยื่นข้อเสนอ และเราคงต้องรอดู” และบอกอีกว่า เขายังไม่รู้ว่าข้อเสนอดังกล่าวจะเป็นอย่างไร โดยทรัมป์ ยืนยันอย่างหนักแน่นว่าข้อตกลงใดๆ จะต้องรวมถึงการที่อิหร่านต้องยุติการครอบครองยูเรเนียมเสริมสมรรถนะและให้มีการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้โดยเสรี
เมื่อถูกถามว่าสหรัฐฯกำลังจะเจรจากับใคร หลังจากก่อนหน้านี้ทรัมป์ได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับผู้นำของอิหร่าน และเจ้าหน้าที่สหรัฐฯเชื่อว่าเกิดความแตกแยกในหมู่ผู้นำของอิหร่าน ทรัมป์ตอบว่า “ผมไม่อยากพูดเรื่องนั้น แต่เรากำลังเจรจากับผู้มีอำนาจในตอนนี้” ซึ่งทรัมป์ไม่ได้เอ่ยชื่อว่าเป็นใคร
ทรัมป์ยังยืนยันว่ากองทัพสหรัฐจะยังคงมาตรการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านต่อไป จนกว่าจะมีการบรรลุข้อตกลง
เมื่อถูกถามว่าต้องทำอย่างไรจึงจะยกเลิกการปิดล้อมได้ ทรัมป์ตอบว่า คงต้องตอบคำถามนั้นในภายหลัง ต้องดูก่อนว่าอีกฝ่ายจะเสนออะไรมา
ประธาน กมธ. ความมั่นคงอิหร่าน ยืนยัน "อารักชี" เยือนปากีสถานแค่หารือความสัมพันธ์ทวิภาคี ไม่เกี่ยวเจรจานิวเคลียร์
นายเอบราฮิม อาซิซี ประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งชาติของอิหร่าน เปิดเผยต่อผู้สื่อข่าวในกรุงเตหะรานเมื่อคืนที่ผ่านมา ว่า อับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ไม่มีภารกิจใดที่เกี่ยวข้องกับการเจรจานิวเคลียร์ ระหว่างการเยือนกรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถานครั้งนี้
เขาระบุว่า รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านเดินทางไปยังกรุงอิสลามาบัดเพื่อหารือด้านความสัมพันธ์ทวิภาคีเท่านั้น โดยเน้นประเด็นความร่วมมือระหว่างสองประเทศเป็นหลัก
อาซิซี ผู้เคยดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการในกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) กล่าวเพิ่มเติมว่า เรื่องกิจกรรมนิวเคลียร์ยังคงเป็นหนึ่งในเส้นแดงที่มั่นคงของอิหร่าน และไม่ใช่ประเด็นที่จะนำไปต่อรองได้ง่าย
ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นท่ามกลางแรงกดดันจากสหรัฐฯ ที่เรียกร้องให้อิหร่านยุติโครงการนิวเคลียร์ โดยระบุว่าประเด็นนี้ควรถูกบรรจุไว้ในข้อตกลงสันติภาพขั้นสุดท้าย
ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ พยายามผลักดันให้การลดระดับความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางต้องครอบคลุมถึงการจำกัดโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ขณะที่เตหะรานยังคงยืนยันจุดยืนเดิมว่าสิทธิในการพัฒนานิวเคลียร์เพื่อสันติเป็นสิทธิอธิปไตยของประเทศ
การยืนยันครั้งนี้จึงสะท้อนชัดว่า อิหร่านยังไม่ต้องการเปิดประเด็นนิวเคลียร์เข้าสู่โต๊ะหารือผ่านช่องทางปากีสถาน และต้องการรักษาเส้นแบ่งทางการทูตอย่างชัดเจน
ท่าอากาศยานนานาชาติอิหม่ามโคไมนี่ กลับมาให้บริการเที่ยวบินระหว่างประเทศแล้วบางส่วน
ท่าอากาศยานนานาชาติอิหม่ามโคไมนี่ กรุงเตหะราน ซึ่งเป็นสนามบินหลักของอิหร่าน กลับมาเปิดให้บริการเที่ยวบินระหว่างประเทศบางส่วนอีกครั้งในช่วงเช้าวันนี้ หลังการเดินทางทางอากาศหยุดชะงักเกือบ 2 เดือนจากสงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ และอิสราเอล
สื่ออิหร่านรายงานว่า เที่ยวบินแรกที่กลับมาให้บริการมุ่งหน้าไปยังหลายเมืองในตะวันออกกลาง ได้แก่ เมืองเมดินาในซาอุดีอาระเบีย กรุงมัสกัตในโอมาน และอิสตันบูลในตุรกี
ทั้งนี้ น่านฟ้าของอิหร่านถูกปิดตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หลังสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านปะทุขึ้น ส่งผลให้เที่ยวบินโดยสารต้องระงับเกือบทั้งหมด และประชาชนจำนวนมากไม่สามารถเดินทางระหว่างประเทศได้
สถานการณ์เริ่มผ่อนคลายเมื่อวันที่ 8 เมษายน หลังปากีสถานเปิดเผยว่า สหรัฐฯ และอิหร่านได้บรรลุข้อตกลงหยุดยิงแบบมีเงื่อนไขเป็นเวลา 2 สัปดาห์
ต่อมา ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ระบุว่า เขาเห็นชอบให้ขยายเวลาหยุดยิงดังกล่าวต่อไปเมื่อวันที่ 21 เมษายน จนกว่าอิหร่านจะยื่นข้อเสนอสำหรับการเจรจารอบใหม่
การกลับมาเปิดเที่ยวบินระหว่างประเทศของท่าอากาศยานนานาชาติแห่งนี้ ถือเป็นสัญญาณสำคัญของการฟื้นตัวด้านคมนาคมและเศรษฐกิจของอิหร่าน แม้ว่าสถานการณ์ทางการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคยังคงเปราะบาง
นักวิเคราะห์มองว่า หากการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านสามารถเดินหน้าต่อได้ อาจช่วยลดแรงกดดันต่อเศรษฐกิจอิหร่าน รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นต่อภาคการบินและการท่องเที่ยวในระยะต่อไป