เมื่อวันที่ 28 เม.ย. ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social อ้างว่า ได้รับแจ้งจากอิหร่านเองว่ากำลังอยู่ในภาวะล่มสลาย
ทรัมป์บอกว่า “อิหร่านเพิ่งแจ้งให้ทราบว่า พวกเขากำลังอยู่ใน ‘ภาวะล่มสลาย’ พวกเขาต้องการให้ ‘เปิดช่องแคบฮอร์มุซ’ โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ในขณะที่พวกเขากำลังพยายามหาทางออกให้กับสถานการณ์ผู้นำของพวกเขา (ซึ่งผมเชื่อว่าพวกเขาจะทำได้!)”
ส่วนความคืบหน้าการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านนั้น แหล่งข่าวระดับสูงในรัฐบาลสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ประธานาธิบดีทรัมป์มีแนวโน้มที่จะไม่ยอมรับข้อเสนอล่าสุดของอิหร่านเพื่อยุติความขัดแย้ง หลังมีรายงานว่า รัฐบาลอิหร่านเสนอแผนที่จะเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง โดยแลกกับการหยุดยิงถาวร แต่กลับขอให้สหรัฐทิ้งประเด็นเรื่องโครงการนิวเคลียร์ไว้ก่อน เพื่อหารือในการเจรจารอบถัดไป
แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า การเปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยยังไม่มีการบรรลุข้อตกลง เกี่ยวกับโครงการเสริมสมรรถนะนิวเคลียร์ หรือปริมาณยูเรเนียมที่เกือบถึงระดับผลิตอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน อาจทำให้รัฐบาลวอชิงตันสูญเสียเครื่องมือต่อรองที่สำคัญในการเจรจา
“ทรัมป์” โพสต์ภาพถือปืน บอกไม่มีแล้วมิสเตอร์ Nice Guy
ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ภาพตัดต่อของตัวเองถือปืนและสวมแว่นกันแดดทรงนักบินลงบนแพลตฟอร์ม Truth Social พร้อมคำเตือนถึงอิหร่าน
ข้อความบนภาพระบุว่า “ไม่มีอีกแล้วสำหรับ Mr" Nice Guy” พร้อมกับภาพธงชาติอเมริกา
เขาบอกว่า อิหร่านจัดการตัวเองไม่ได้ พวกเขาไม่รู้แม้กระทั่งวิธีลงนามข้อตกลงที่ไม่เกี่ยวกับนิวเคลียร์ พวกเขาควรจะฉลาดขึ้นโดยเร็ว!
“ทรัมป์” อ้าง “คิงชาร์ลส์” เห็นด้วย อิหร่านห้ามมีนิวเคลียร์
ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวถึงสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านในงานเลี้ยงอาหารค่ำอย่างเป็นทางการที่ทำเนียบขาว “ตอนนี้เรากำลังทำงานเล็กๆ น้อยๆ ในตะวันออกกลาง และเรากำลังทำได้ดีมาก”
จากนั้นเขาย้ำว่าสหรัฐฯ จะไม่ยอมให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ และอ้างว่าพระเจ้าชาร์ลส์ก็ทรงเห็นด้วย
“เราได้เอาชนะคู่ต่อสู้รายนั้นทางทหารแล้ว และเราจะไม่ยอมให้คู่ต่อสู้รายนั้น พระเจ้าชาร์ลส์เห็นด้วยกับผมมากกว่าผมเสียอีก เราจะไม่ยอมให้คู่ต่อสู้รายนั้นมีอาวุธนิวเคลียร์” ทรัมป์กล่าว
ประธานาธิบดีกล่าวต่อไปว่า สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรได้ยืนหยัดร่วมกัน "อย่างท้าทายและได้รับชัยชนะต่อต้านกองกำลังคอมมิวนิสต์ ฟาสซิสต์ และเผด็จการ"
เรือญี่ปุ่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
กระทรวงการต่างประเทศของญี่ปุ่นแถลงว่า เรือที่เกี่ยวข้องกับญี่ปุ่นลำหนึ่งได้แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซในวันที่ 29 เม.ย. และกำลังมุ่งหน้าไปยังญี่ปุ่น
เรือบรรทุกน้ำมันลำดังกล่าว ซึ่งเป็นหนึ่งในเรือไม่กี่ลำที่แล่นผ่านเส้นทางน้ำที่ติดขัดในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา มีลูกเรือชาวญี่ปุ่น 3 คนอยู่บนเรือ
กระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นกล่าวว่า “รัฐบาลญี่ปุ่นพิจารณาว่าการผ่านของเรือที่เกี่ยวข้องกับญี่ปุ่นลำนี้เป็นพัฒนาการในเชิงบวก รวมถึงในแง่ของการคุ้มครองพลเมืองชาวญี่ปุ่น ญี่ปุ่นจะยังคงเรียกร้องให้อิหร่านรับประกันการผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างเสรีและปลอดภัยสำหรับเรือทุกลำ รวมถึงเรือที่เกี่ยวข้องกับญี่ปุ่นด้วย”
ยึดเรือมุ่งหน้าอิหร่าน
กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) โพสต์ข้อความเปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 28 เม.ย. กำลังทหารนาวิกโยธินจากหน่วยรบเคลื่อนที่เร็วที่ 31 ได้บุกยึดเรือพาณิชย์ "เอ็ม/วี บลูสตาร์ ทรี" (M/V Blue Star III) เนื่องจากต้องสงสัยว่าพยายามแล่นผ่านทะเลอาหรับสู่ปลายทางท่าเรือในอิหร่าน ซึ่งละเมิดมาตรการปิดล้อมทางทะเล
อย่างไรก็ตาม โพสต์ของ CENTCOM ยืนยันว่า ทหารสหรัฐฯ ได้ปล่อยลำเรือนี้ไปแล้ว หลังเสร็จสิ้นการตรวจค้นและสามารถยืนยันได้ว่าเรือลำนี้ไม่มีแผนการจอดที่ท่าเรือของอิหร่าน
นอกจากนี้ กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ยังยืนยันว่า กองทัพยังคงเดินหน้าปฎิบัติภารกิจและบังคับใช้มาตรการปิดล้อมทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยจนถึงขณะนี้มีเรือ 39 ลำ ที่ถูกบังคับเปลี่ยนเส้นทางเพื่อสร้างความมั่นใจว่าเรือทุกลำจะปฏิบัติตามมาตรการปิดล้อม
ด้าน พลเอก แดน เคน ประธานคณะเสนาธิการร่วม แถลงว่า สหรัฐฯ ยึดเรือไว้อย่างน้อย 3 ลำ ประกอบด้วยเอ็ม/วี ทูสกา (M/V Touska), เอ็ม/ที ทิฟานี (M/T Tifani) และ เอ็ม/ที มาร์เจสติก เอ็กซ์ (M/T Majestic X) ซึ่งทั้งหมดยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของทางการสหรัฐฯ
ยูเออีถอนตัวโอเปก-โอเปกพลัส
สำนักข่าว WAM ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์รายงานว่า สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) จะถอนตัวออกจากองค์การประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) ในวันที่ 1 พ.ค.
แถลงการณ์ระบุว่า “การตัดสินใจครั้งนี้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์และเศรษฐกิจระยะยาวของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และการพัฒนาภาคพลังงาน ซึ่งรวมถึงการเร่งการลงทุนในการผลิตพลังงานภายในประเทศ”
OPEC คือกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่ประสานนโยบายการผลิตเพื่อควบคุมอุปทานและราคาน้ำมันโลก
แถลงการณ์ระบุว่า สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ยังถอนตัวออกจากกลุ่ม OPEC+ ซึ่งรวมถึงรัสเซียด้วย
การเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นความเสียหายครั้งใหญ่ต่อ OPEC และสมาชิกรายใหญ่อย่างซาอุดีอาระเบีย กลุ่ม OPEC และ OPEC มีส่วนแบ่งการผลิตน้ำมันทั่วโลกถึง 36% และควบคุมปริมาณสำรองน้ำมันที่พิสูจน์แล้วเกือบ 80% ของโลก
ซูฮาอิล อัล มาซรูอี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน กล่าวว่า “การตัดสินใจของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่จะถอนตัวออกจากโอเปกสะท้อนให้เห็นถึงวิวัฒนาการเชิงนโยบายที่สอดคล้องกับพื้นฐานของตลาดในระยะยาว”
เขาเสริมว่า “เรายังคงมุ่งมั่นที่จะรักษาความมั่นคงด้านพลังงาน โดยจัดหาแหล่งพลังงานที่เชื่อถือได้ มีความรับผิดชอบ และปล่อยคาร์บอนต่ำ ในขณะเดียวกันก็สนับสนุนตลาดโลกที่มั่นคง”
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ผลักดันให้มีการเพิ่มโควตาการผลิตของโอเปกมานานแล้ว เนื่องจากต้องการขยายกำลังการผลิตให้สูงกว่าระดับที่โอเปกกำหนดไว้
สำหรับกลุ่มโอเปกก่อตั้งในปี 1960 ปัจจุบัน มีสมาชิก 12 ประเทศ เกือบทั้งหมดอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกา ยกเว้นเวเนซุเอลา ที่อยู่ในทวีปอเมริกาใต้
ส่วนโอเปกพลัสประกอบด้วยประเทศสมาชิกกลุ่มโอเปก บวกด้วยกลุ่มพันธมิตรอีก10 ประเทศ เช่น รัสเซีย, เม็กซิโก, คาซัคสถาน, มาเลเซีย และโอมาน
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นหนึ่งในสิบผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยมีสัดส่วนการผลิตน้ำมันประมาณ 3% ถึง 4% ของโลก
ข้อมูลล่าสุดของกลุ่มโอเปกระบุว่าในปี 2024 ยูเออีผลิตน้ำมัน 2.9 ล้าน บาร์เรล ต่อวัน นับเป็นชาติสมาชิกที่ผลิตน้ำมันได้มากที่สุดเป็นอันดับ 3 ต่อจากซาอุดีอาระเบีย ที่ผลิตได้วันละประมาณ 9 ล้าน บาร์เรล และ อิรักที่ผลิตได้วันละประมาณ 4 ล้านบาร์เรล
เรียบเรียงจาก Al Jazeera / BBC / CNN