สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวที่ระบุว่า การพิจารณาส่งขีปนาวุธ "ดาร์ก อีเกิล" (Dark Eagle) ของกองทัพสหรัฐฯ เป็นไปตามการเรียกร้องจากกองบัญชาการกลาง หรือ เซ็นต์คอม (CENTCOM) ซึ่งดูแลภูมิภาคตะวันออกกลาง
รายงานของบลูมเบิร์กระบุว่าการเรียกร้องของเซนต์คอมมีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากความกังวลว่าอิหร่านได้ย้ายแท่นยิงขีปนาวุธให้พ้นจากรัสมีทำการของระบบโจมตีสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงขีปนาวุธความแม่นยำสูงของกองทัพ ที่มีพิสัยทำการกว่า 300 กิโลเมตร
หากได้รับการอนุมัติ จะนับเป็นครั้งแรกที่ขีปนาวุธ "ดาร์ก อีเกิล" ถูกนำมาใช้งานจริงในสนามรบ
สำหรับขีปนาวุธดาร์กอีเกิลพิสัยการยิงโจมตีเป้าหมายได้ไกลถึง 2,776 กิโลเมตร และ มีความคล่องตัวสูงและสามารถปรับเปลี่ยนเส้นทางขณะบินได้ ทำให้ระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบดั้งเดิมตรวจจับและยิงทำลายได้ยาก
โดยเมื่อช่วงต้นเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐฯได้มอบอำนาจให้ กองบัญชาการยุทธศาสตร์ (U.S. Strategic Command) เป็นผู้บริหารจัดการ ขีปนาวุธ "ดาร์ก อีเกิล" ซึ่งเป็นการยกระดับระบบอาวุธชนิดนี้จากการใช้งานที่จำกัดอยู่ในสนามรบ สู่การเป็นอาวุธเชิงยุทธศาสตร์ ที่สามารถโจมตีเป้าหมายระยะไกล ข้ามประเทศ หรือข้ามทวีป เช่นเมืองทั้งเมืองของฝ่ายศัตรู
ความเคลื่อนไหวนี้จึงทำให้การตัดสินใจใช้งานขีปนาวุธ "ดาร์ก อีเกิล" ต้องผ่านกระบวนการพิจาณาที่เข้มงวด ซึ่งมักใช้กับการตัดสินใจยิงอาวุธนิวเคลียร์
อิสราเอลเตรียมปะทะอิหร่านรอบใหม่สัปดาห์หน้า?
อิสราเอลยกระดับการเตรียมความพร้อมสำหรับการทำสงครามกับอิหร่านรอบใหม่ ที่อาจปะทุขึ้นในสัปดาห์หน้า ท่ามกลางสัญญาณที่บ่งชี้ว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ อาจใกล้ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับการใช้มาตรการทางทหารอีกครั้ง หลังจากการเจรจากับอิหร่านมีแนวโน้มล้มเหลว
สถานีโทรทัศน์อิสราเอล รายงานว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ได้รับรายงานสรุปจาก พลเรือเอก แบรด คูเปอร์ ผู้บัญชาการกลาง หรือ เซนต์คอม ของสหรัฐฯ เกี่ยวกับทางเลือกด้านการทหารที่อาจนำมาใช้กดดันอิหร่าน ในขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐบาลอิสราเอลกำลังหารือกัน หลังจากที่เริ่มมีแนวโน้มว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ใกล้ได้ข้อสรุปว่าจะดำเนินการขั้นต่อไปอย่างไร
โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่อิสราเอลคาดว่าเวทีเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านอาจล่มลงในช่วงต้นสัปดาห์หน้าเป็นอย่างเร็วที่สุด
นอกจากนี้ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐมนตรีหลายคนของอิสราเอลได้รับรายงานสรุปสถานการณ์ที่ประเมินว่าสหรัฐฯ อาจต้องเพิ่มแรงกดดันต่ออิหร่านในประเด็นช่องแคบฮอร์มุซ ด้วยการโจมตีแหล่งผลิตพลังงาน และระบบสาธารณูปโภคที่รัฐบาลเป็นเจ้าของ รวมทั้งมีรายงานว่าอิสราเอลและสหรัฐฯ กำลังทำงานร่วมกันเพื่อวางแผนโจมตีอิหร่านทางทะเล