วันที่ 17 พ.ค. เวลา 03.00 น. ตามเวลาประเทศไทย ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ภาพที่สร้างด้วย AI ลงบน Truth Social เป็นภาพตัวเองยืนกำลังคู่กับพลเรือเอกกองทัพสหรัฐฯ ด้านหน้าทะเลที่พายุเข้า พร้อมเรือหลายลำ รวมถึงเรือที่ติดธงชาติอิหร่าน โดยเหนือภาพมีข้อความว่า “นี่คือความสงบก่อนพายุจะมา” (It was calm before the storm) ท่ามกลางกระแสข่าวว่าสงครามกับอิหร่านอาจกลับมาปะทุอีกครั้งในเร็ว ๆ นี้
ก่อนหน้านี้ทรัมป์ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับสถานีโทรทัศน์ BFMTV ของฝรั่งเศส ระบุว่า อิหร่านมีผลประโยชน์ร่วมในการบรรลุข้อตกลงครั้งนี้ และจะต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่ย่ำแย่มาก หากไม่มีการตกลงเห็นพ้องในข้อตกลงสันติภาพโดยเร็ว
ด้าน อับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน กล่าวเมื่อวันที่ 15 พ.ค. ที่ผ่านมาว่า รัฐบาลเตหะรานได้รับข้อความจากวอชิงตันที่ส่งสัญญาณถึงความเต็มใจที่จะเปิดฉากการเจรจาครั้งใหม่ แต่ก็ได้เตือนว่ายังคงมีความไม่ไว้วางใจต่อเจตนาที่แท้จริงของวอชิงตันอยู่
เรือ USS Gerald R. Ford ถึงสหรัฐฯ แล้ว
เมื่อวันที่ 16 พ.ค. “ยูเอสเอส เจอรัลด์ อาร์. ฟอร์ด” (USS Gerald R. Ford) ซึ่งเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินที่ใหญ่ที่สุดในโลกของสหรัฐฯ เดินทางกลับมาถึงสหรัฐฯ แล้ว หลังจากปฏิบัติภารกิจนาน 11 เดือน ซึ่งเป็นสถิติยาวนานที่สุดนับตั้งแต่สงครามเวียดนาม
ภารกิจของเรือฟอร์ดมีทั้งสนับสนุนการทำสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และการจับกุม นิโคลัส มาดูโร อดีตประธานาธิบดีเวเนซุเอลา
เรือรบที่ทันสมัยที่สุดของสหรัฐฯ และเรือพิฆาตอีก 2 ลำที่ร่วมเดินทางมาด้วย คือ ยูเอสเอส เบนบริดจ์ (USS Bainbridge) และยูเอสเอส มาฮาน (USS Mahan) ได้เทียบท่าที่ฐานทัพเรือนอร์ฟอล์ก โดยมีลูกเรือประมาณ 5,000 นายรอคอยที่จะได้พบครอบครัวเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2025
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ พีต เฮกเซธ ได้เข้าร่วมในพิธีต้อนรับเรือรบ โดยกล่าวชมเชยลูกเรือของเรือเบนบริดจ์ว่า “ปฏิบัติหน้าที่ได้ดีเยี่ยม พวกคุณไม่ได้แค่ทำภารกิจสำเร็จ แต่พวกคุณสร้างประวัติศาสตร์ พวกคุณทำให้ชาติภาคภูมิใจ”
เฮกเซธยังได้กล่าวสุนทรพจน์ต่อลูกเรือของเรือพิฆาตมาฮานและเรือฟอร์ดด้วย
เพื่อเป็นการยกย่องการปฏิบัติหน้าที่ในช่วงสงครามอิหร่าน เรือฟอร์ดและเรือที่ร่วมปฏิบัติการได้รับรางวัลอันทรงเกียรติ Presidential Unit Citation ซึ่งยกย่อง “ผลงานที่โดดเด่นในการปฏิบัติการ” ต่อศัตรู นี่คือรางวัลสูงสุดที่หน่วยทหารจะได้รับ และโดยทั่วไปแล้วจะมอบให้แก่หน่วยที่มีผลงานสำคัญในการรบเท่านั้น
การปฏิบัติภารกิจในทะเลของเรือฟอร์ดเป็นเวลา 326 วัน ถือเป็นระยะเวลาที่ยาวนานที่สุดสำหรับเรือบรรทุกเครื่องบินในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา และทำลายสถิติการประจำการที่ยาวนานที่สุดหลังสงครามเวียดนาม ตามรายงานของ U.S. Naval Institute News
การปฏิบัติภารกิจในทะเลที่ยาวนานกว่านั้นมีเพียงสองครั้ง คือ การปฏิบัติภารกิจของเรือยูเอสเอส มิดเวย์ (USS Midway) ในปี 1973 ซึ่งกินเวลา 332 วัน และการปฏิบัติภารกิจของเรือยูเอสเอส คอรัล ซี (USS Coral Sea) ในปี 1965 ซึ่งกินเวลา 329 วัน
การปฏิบัติภารกิจในทะเลเป็นเวลานานของเรือ USS Ford ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับผลกระทบต่อกำลังพลที่ต้องอยู่ห่างจากบ้านเป็นเวลานาน รวมถึงภาระที่เพิ่มขึ้นต่อเรือและอุปกรณ์ต่าง ๆ และยังเกิดเหตุเพลิงไหม้ที่เริ่มต้นในห้องซักรีดของเรือบรรทุกเครื่องบินด้วย
อิหร่านจ่อเก็บค่าผ่านทางฮอร์มุซ
อิบราฮิม อาซีซี ประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งชาติ และนโยบายต่างประเทศของรัฐสภาอิหร่าน โพสต์ว่า รัฐบาลเตหะรานเตรียมนำกลไกการบริหารจัดการการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ตามเส้นทางที่กำหนดและจะประกาศแผนดังกล่าวออกมาในเร็ว ๆ นี้
นอกจากนี้ยังระบุด้วยว่า เฉพาะเรือพาณิชย์และฝ่ายที่ให้ความร่วมมือกับเตหะรานเท่านั้นที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ พร้อมเสริมว่า อิหร่านจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมที่จำเป็นสำหรับบริการเฉพาะทางที่จัดให้ภายใต้กลไกนี้
อย่างไรก็ตาม อาซีซียืนยันว่า เส้นทางดังกล่าวจะไม่เปิดให้บริการสำหรับผู้ที่ดำเนินโครงการ “โปรเจกต์” ซึ่งหมายถึงปฏิบัติการทางทหารภายใต้คำสั่งของประธานาธิบดีทรัมป์ที่มีจุดประสงค์เพื่อคุ้มกันเรือพาณิชย์ผ่านช่องแคบดังกล่าว หลังประกาศปิดล้อมท่าเรือของอิหร่าน เพื่อกดดันให้เตหะรานยอมรับเงื่อนไขเจรจายุติสงคราม
ขณะที่กระทรวงการคลังของสหรัฐฯ ปล่อยให้มาตรการยกเว้นการคว่ำบาตรที่เคยเปิดทางให้มีการซื้อขายน้ำมันบนเรือของรัสเซีย หมดอายุลง ถือเป็นการยุติมาตรการชั่วคราวที่ถูกนำมาใช้เพื่อบรรเทาแรงกดดันด้านอุปทาน หลังจากเกิดสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน รวมถึงการที่รัฐบาลเตหะรานดำเนินการปิดช่องแคบฮอร์มุซ
มาตรการยกเว้นดังกล่าว ซึ่งช่วยให้ประเทศต่าง ๆ รวมถึงอินเดีย สามารถซื้อน้ำมันของรัสเซียต่อไปได้นั้น เคยได้รับการต่ออายุออกไปเป็นเวลา1 เดือน แต่กลับไม่ได้รับการต่ออายุอีกครั้ง เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา
สหรัฐฯ สงสัยอิหร่านแฮกระบบปั๊มน้ำมันในหลายรัฐ
รายงานพิเศษของ CNN เผย เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ สงสัยว่าแฮกเกอร์อิหร่านอาจอยู่เบื้องหลังการโจมตีทางไซเบอร์ระลอกล่าสุด ซึ่งมุ่งเป้าไปที่การเจาะระบบตรวจสอบปริมาณเชื้อเพลิงในถังเก็บน้ำมันของสถานีบริการน้ำมันในหลาย ๆ รัฐ
แหล่งข่าวระบุว่า แฮกเกอร์กลุ่มนี้ได้อาศัยช่องโหว่ของระบบมาตรวัดถังน้ำมันอัตโนมัติ หรือ ATG ที่เชื่อมต่อออนไลน์โดยไม่มีระบบป้องกันด้วยรหัสผ่าน ซึ่งในบางกรณี เปิดโอกาสให้แฮกเกอร์สามารถเข้าไปปรับเปลี่ยนตัวเลขหน้าจอแสดงผลของถังน้ำมันได้ แต่ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อระดับน้ำมันที่แท้จริงภายในถัง
ผู้เชี่ยวชาญภาคเอกชนและเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่า แม้ว่าการบุกรุกทางไซเบอร์ครั้งนี้จะยังไม่พบรายงานความเสียหายทางกายภาพหรืออันตรายใดๆ แต่การลักลอบเจาะระบบดังกล่าวได้สร้างความกังวลด้านความปลอดภัยอย่างมาก เนื่องจากในทางทฤษฎีแล้ว หากแฮกเกอร์สามารถเข้าควบคุมระบบ ATG ได้ ก็อาจปิดบังไม่ให้ระบบตรวจจับเหตุแก๊สรั่วได้
แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับการสืบสวนกล่าวว่า อิหร่านเคยมีประวัติโจมตีระบบถังเก็บน้ำมันมาก่อน ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้อิหร่านตกเป็นผู้ต้องสงสัยอันดับต้นๆ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสหรัฐฯ อาจไม่สามารถระบุตัวผู้อยู่เบื้องหลังได้แน่ชัด เนื่องจากแฮกเกอร์ไม่ได้ทิ้งหลักฐานเอาไว้มากพอ
ทั้งนี้ CNN ได้ติดต่อไปยังสำนักงานความมั่นคงทางไซเบอร์และโครงสร้างพื้นฐานของสหรัฐฯ (CISA) เพื่อขอความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว ขณะที่สำนักงานสอบสวนกลางหรือเอฟบีไอปฏิเสธที่จะแสดงความเห็น
หากมีการยืนยันว่าเป็นฝีมือของอิหร่านจริง นี่จะกลายเป็นกรณีล่าสุดที่อิหร่านพยายามคุกคามโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในดินแดนของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่โดรนและขีปนาวุธของอิหร่านเอื้อมไม่ถึง ท่ามกลางสงครามที่ยังดำเนินอยู่ระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่าน
นอกจากนี้ ประเด็นดังกล่าวอาจกลายเป็นเรื่องที่อ่อนไหวทางการเมืองสำหรับรัฐบาลของทรัมป์ เนื่องจากจะยิ่งดึงความสนใจของประชาชนไปที่ปัญหาราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอันเป็นผลมาจากสงคราม โดยผลสำรวจล่าสุดของ CNN ชี้ว่า 75 เปอร์เซ็นต์ของชาวอเมริกันระบุว่าสงครามอิหร่านส่งผลกระทบต่อการเงินของพวกเขา
การโจมตีทางไซเบอร์ในครั้งนี้ ยังถือเป็นคำเตือนครั้งสำคัญไปยังผู้ประกอบการโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของสหรัฐฯ หลายราย ที่ยังคงประสบปัญหาในการรักษาความปลอดภัยระบบของตนเอง แม้จะได้รับการแจ้งเตือนจากรัฐบาลกลางมานานหลายปีแล้วก็ตาม