เมื่อวันที่ 17 พ.ค. ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความบน Truth Social ว่า “สำหรับอิหร่าน เวลาเหลือน้อยลงทุกทีแล้ว และพวกเขาต้องรีบดำเนินการอย่างรวดเร็ว มิฉะนั้นจะไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย” พร้อมย้ำโดยพิมพ์เป็นตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมดว่า “เวลาเป็นสิ่งสำคัญที่สุด!”
ข้อความดังกล่าวมีขึ้นในขณะที่ผู้นำสหรัฐฯ มีกำหนดต่อสายพูดคุยกับนายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู ในวันนี้ (18 พ.ค.)
คำเตือนล่าสุดของทรัมป์สะท้อนถึงคำขู่ก่อนหน้านี้ของเขาที่ระบุว่า อารยธรรมอิหร่านอาจล่มสลาย หากไม่ยอมตกลงในเงื่อนไขเพื่อยุติสงคราม ซึ่งเป็นคำขู่ที่เกิดขึ้นไม่นานก่อนที่จะมีการประกาศข้อตกลงหยุดยิงเมื่อช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา
นอกจากนี้ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทรัมป์ยังเตือนว่าข้อตกลงหยุดยิงในเวลานี้กำลังอยู่ในช่วงที่เปราะบาง เหมือนใช้เครื่องช่วยหายใจอยู่ หลังจากที่เขาปฏิเสธข้อเสนอของอิหร่าน โดยระบุว่าสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้โดยสิ้นเชิง
อย่างไรก็ตาม อิสมาอิล บากาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ได้ออกมาโต้กลับและยืนยันว่า ข้อเสนอของอิหร่านนั้นสมเหตุผสมผลและใจกว้างที่สุดแล้ว
ด้านสำนักข่าว Mehr สื่อกึ่งทางการของอิหร่านระบุว่า สหรัฐฯ ล้มเหลวในการยื่นข้อเสนอที่จับต้องได้เพื่อตอบสนองต่อแนวทางล่าสุดของอิหร่านในการยุติความขัดแย้ง การขาดการประนีประนอมจากฝั่งสหรัฐฯ จะทำให้การเจรจาเผชิญกับทางตัน
โดรนโจมตีใกล้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ยูเออี
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) รายงานว่า เมื่อวันที่ 17 พ.ค. เกิดเหตุโดรนโจมตีจนส่งผลให้เกิดไฟไหม้ใกล้กับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บารากาห์ในกรุงอาบูดาบี โดยไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ และไม่ได้ส่งผลกระทบต่อระดับความปลอดภัยด้านรังสี ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังสืบสวนที่มาของโดรนดังกล่าว
กระทรวงการต่างประเทศของยูเออีได้ประณามการโจมตีครั้งนี้ว่า เป็นการยกระดับความรุนแรงที่อันตรายและเป็นการรุกรานที่ไม่อาจยอมรับได้ พร้อมประกาศว่ายูเออีมีสิทธิ์ชอบธรรมที่จะตอบโต้ต่อการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ใด ๆ
ขณะที่กระทรวงกลาโหมของยูเออีแถลงว่า จะเผชิญหน้าอย่างเด็ดขาดกับความพยายามใด ๆ ก็ตามที่มุ่งทำลายความมั่นคงของชาติ
แม้ยูเออีจะยังไม่ได้ระบุแน่ชัดว่าโดรนครั้งนี้ถูกปล่อยมาจากที่ใด แต่ที่ผ่านมา ยูเออีเคยกล่าวหาว่าอิหร่านอยู่เบื้องหลังการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานและเศรษฐกิจของตน นับตั้งแต่สงครามเปิดฉากขึ้นเมื่อเดือน ก.พ.
ด้านประเทศเพื่อนบ้านของยูเออีอย่างกาตาร์และซาอุดีอาระเบีย ต่างออกมาประณามการโจมตีล่าสุด พร้อมเสริมว่าเหตุการณ์นี้ถือเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงและเสถียรภาพของทั้งภูมิภาค
ขณะที่ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ระบุว่ากำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดย ราฟาเอล กรอสซี ผู้อำนวยการใหญ่ ได้แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยระบุว่ากิจกรรมทางทหารใด ๆ ที่คุกคามความปลอดภัยทางนิวเคลียร์เป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้ว่า พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความอดกลั้นทางทหารอย่างสูงสุด
อิหร่านได้เปิดฉากโจมตีหลายพื้นที่ทั่วตะวันออกกลาง เพื่อตอบโต้ที่สหรัฐฯ และอิสราเอลร่วมกันโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ โดยตั้งแต่นั้นมา อิหร่านได้กล่าวหา ยูเออี และชาติพันธมิตรอื่นๆ ของสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซียว่า อนุญาตให้สหรัฐฯ ใช้ดินแดนของตนเป็นฐานในการโจมตีอิหร่าน ซึ่งทางยูเออีได้ปฏิเสธข้ออ้างดังกล่าวอย่างว่าไม่ได้มีส่วนร่วมในปฏิบัติการโจมตีใดๆ
นอกจากนี้ ไม่นานมานี้ อิหร่านยังได้กล่าวหาว่ายูเออีพยายามกระชับความสัมพันธ์กับอิสราเอล ท่ามกลางกระแสข่าวลือที่ว่า นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ได้เดินทางเยือนยูเออีแบบลับๆ ซึ่งทางยูเออีก็ปฏิเสธข่าวดังกล่าวเช่นกัน
ในแถลงการณ์เมื่อวันที่ 15 พ.ค. ที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศของยูเออีได้ปฏิเสธสิ่งที่พวกเขาเรียกว่าเป็นความพยายามของอิหร่านในการหาความชอบธรรมเพื่อโจมตียูเออี พร้อมย้ำว่ายูเออีขอสงวนสิทธิ์ในการตอบโต้ต่อภัยคุกคามทุกรูปแบบ
ล่าสุด มีภาพจากรายการสดของสถานีโทรทัศน์ของอิหร่านเมื่อวันที่ 15 พ.ค. ปรากฏออกมา ซึ่งเป็นการแสดงการสาธิตวิธีการใช้อาวุธปืน โดยมีครูฝึกสวมหน้ากากและแต่งกายด้วยชุดสไตล์ทหาร กำลังสาธิตวิธีเตรียมปืนและยิงปืนไรเฟิลจู่โจมคาลาชนิคอฟให้กับผู้ดำเนินรายการดู ก่อนที่จะมีการยิงใส่เป้าที่เป็นธงชาติยูเออี
สื่อท้องถิ่นรายงานว่า ช่วงสาธิตดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการแสดงความพร้อมของผู้ดำเนินรายการในการเข้าร่วมเป็นอาสาสมัครในแคมเปญ "พลีชีพเพื่ออิหร่าน” ซึ่งมีรายงานว่า ปัจจุบันมีประชาชนลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการอาสาสมัครนี้แล้วกว่า 31 ล้านคน เพื่อตอบสนองต่อสงครามกับสหรัฐฯ และอิสราเอล