เมื่อวันที่ 16 พ.ค. “ยูเอสเอส เจอรัลด์ อาร์. ฟอร์ด” (USS Gerald R. Ford) ซึ่งเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินที่ใหญ่ที่สุดในโลกของสหรัฐฯ เดินทางกลับมาถึงสหรัฐฯ แล้ว หลังจากปฏิบัติภารกิจนาน 11 เดือน ซึ่งเป็นสถิติยาวนานที่สุดนับตั้งแต่สงครามเวียดนาม
ภารกิจของเรือฟอร์ดมีทั้งสนับสนุนการทำสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และการจับกุม นิโคลัส มาดูโร อดีตประธานาธิบดีเวเนซุเอลา
เรือรบที่ทันสมัยที่สุดของสหรัฐฯ และเรือพิฆาตอีก 2 ลำที่ร่วมเดินทางมาด้วย คือ ยูเอสเอส เบนบริดจ์ (USS Bainbridge) และยูเอสเอส มาฮาน (USS Mahan) ได้เทียบท่าที่ฐานทัพเรือนอร์ฟอล์ก โดยมีลูกเรือประมาณ 5,000 นายรอคอยที่จะได้พบครอบครัวเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2025
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ พีต เฮกเซธ ได้เข้าร่วมในพิธีต้อนรับเรือรบ โดยกล่าวชมเชยลูกเรือของเรือเบนบริดจ์ว่า “ปฏิบัติหน้าที่ได้ดีเยี่ยม พวกคุณไม่ได้แค่ทำภารกิจสำเร็จ แต่พวกคุณสร้างประวัติศาสตร์ พวกคุณทำให้ชาติภาคภูมิใจ”
เฮกเซธยังได้กล่าวสุนทรพจน์ต่อลูกเรือของเรือพิฆาตมาฮานและเรือฟอร์ดด้วย
เพื่อเป็นการยกย่องการปฏิบัติหน้าที่ในช่วงสงครามอิหร่าน เรือฟอร์ดและเรือที่ร่วมปฏิบัติการได้รับรางวัลอันทรงเกียรติ Presidential Unit Citation ซึ่งยกย่อง “ผลงานที่โดดเด่นในการปฏิบัติการ” ต่อศัตรู นี่คือรางวัลสูงสุดที่หน่วยทหารจะได้รับ และโดยทั่วไปแล้วจะมอบให้แก่หน่วยที่มีผลงานสำคัญในการรบเท่านั้น
การปฏิบัติภารกิจในทะเลของเรือฟอร์ดเป็นเวลา 326 วัน ถือเป็นระยะเวลาที่ยาวนานที่สุดสำหรับเรือบรรทุกเครื่องบินในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา และทำลายสถิติการประจำการที่ยาวนานที่สุดหลังสงครามเวียดนาม ตามรายงานของ U.S. Naval Institute News
การปฏิบัติภารกิจในทะเลที่ยาวนานกว่านั้นมีเพียงสองครั้ง คือ การปฏิบัติภารกิจของเรือยูเอสเอส มิดเวย์ (USS Midway) ในปี 1973 ซึ่งกินเวลา 332 วัน และการปฏิบัติภารกิจของเรือยูเอสเอส คอรัล ซี (USS Coral Sea) ในปี 1965 ซึ่งกินเวลา 329 วัน
การปฏิบัติภารกิจในทะเลเป็นเวลานานของเรือ USS Ford ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับผลกระทบต่อกำลังพลที่ต้องอยู่ห่างจากบ้านเป็นเวลานาน รวมถึงภาระที่เพิ่มขึ้นต่อเรือและอุปกรณ์ต่าง ๆ และยังเกิดเหตุเพลิงไหม้ที่เริ่มต้นในห้องซักรีดของเรือบรรทุกเครื่องบินด้วย
เรียบเรียงจาก Associated Press