กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือ เซนต์คอม (CENTCOM) โพสต์บนแพลตฟอร์ม X ระบุว่า กองทัพเรือสหรัฐฯ เริ่มปฏิบัติการปิดล้อมทางทะเล เพื่อขัดขวางไม่ให้เรือต่าง ๆ เดินทางเข้าหรือออกจากท่าเรือของอิหร่านแล้ว เมื่อเวลา 16.00 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ หรือ 03.00 น. ตามเวลาประเทศไทย
กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ได้เน้นย้ำถึงกำหนดเวลาดังกล่าวผ่านโพสต์บน X เพียงไม่กี่นาทีก่อนที่มาตรการจะมีผลบังคับใช้ พร้อมเสริมว่า สหรัฐฯ กำลังโจมตีทางทหารต่ออิหร่านเพิ่มเติม โดยมุ่งเป้าไปที่ขีดความสามารถทางทหารบริเวณรอบช่องแคบฮอร์มุซ
ในเวลาไล่เลี่ยกัน สำนักข่าวแห่งชาติอิหร่าน หรือ IRNA รายงานว่า มีเสียงระเบิดดังขึ้น 3 ครั้งในเมืองบันดาร์อับบาส (Bandar Abbas) และอีกหลายครั้งใกล้กับเมืองซิริก (Sirik) ซึ่งเป็นเมืองท่าทางตอนใต้ของประเทศอิหร่าน ติดชายฝั่งช่องแคบฮอร์มุซ แต่รายงานไม่ได้ระบุถึงสาเหตุของการระเบิดดังกล่าว
ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ระบุว่า ได้ยกเลิกแผนเรียกเก็บค่าผ่านทางในอัตรา 20% จากเรือสินค้าที่จะเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แต่จะให้กลุ่มประเทศอ่าวอาหรับเข้ามาลงทุนในสหรัฐฯ แทน โดยอ้างว่าเป็นผลลัพธ์จากการหารือกับผู้นำชาติตะวันออกกลาง
ก่อนหน้านี้ในวันจันทร์ ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศว่า สหรัฐฯ จะทำหน้าที่เป็นผู้คุ้มครองช่องแคบฮอร์มุซ และจะเรียกเก็บค่าผ่านทางดังกล่าวเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษาความปลอดภัยที่สหรัฐฯ จัดหาให้ แต่แนวคิดนี้ ถูก คัดค้านจากหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นชาติพันธมิตร ประเทศอื่น ๆ ที่จะได้รับผลกระทบ เช่น บราซิล และบริษัทขนส่งต่าง ๆ
เช่นเดียวกับบรรดาเจ้าหน้าที่ในรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งก็เคยตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้และข้อกฎหมายในการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในเส้นทางน้ำระหว่างประเทศ
ขณะเดียวกัน เมื่อวานนี้ สำนักข่าว The Economist และบริษัทวิจัยการตลาด YouGov เผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นชาวอเมริกันจำนวน 1,616 คน ระหว่างวันที่ 10-13 ก.ค. โดยพบว่ามีผู้ตอบแบบสอบถามเพียง 37% ที่พอใจการทำงานของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งใกล้เคียงกับระดับคะแนนนิยมต่ำที่สุดของผู้นำสหรัฐฯ คนปัจจุบัน
ส่วนผู้ที่ไม่พอใจการทำงานของประธานาธิบดีทรัมป์ มีสัดส่วนอยู่ที่ 59% โดยส่วนใหญ่ไม่พอใจกับวิธีการบริหารจัดการสงครามอิหร่านของประธานาธิบดีทรัมป์
นอกจากนี้ 54% ยังมองว่าภาพลักษณ์ของสหรัฐฯ ในยุคที่ประธานาธิบดีทรัมป์ครองอำนาจเป็นสมัยที่ 2 มีภาพลักษณ์ที่เลวร้ายลงบนเวทีระหว่างประเทศ
คะแนนนิยมที่ตกต่ำอย่างต่อเนื่องของประธานาธิบดีทรัมป์ อาจเป็นประโยชน์ต่อความพยายามของพรรคเดโมแครตในการกลับมาครองเสียงข้างมากในทั้ง 2 สภาของสหรัฐฯ ซึ่งกำลังจะมีการเลือกตั้งกลางเทอมในวันที่ 8 พ.ย.นี้
ผลสำรวจความคิดเห็นชาวอเมริกันดังกล่าวพบว่า พรรคเดโมแครตมีคะแนนนิยมนำพรรครีพับลิกันของประธานาธิบดีทรัมป์อยู่ 4 เปอร์เซ็นต์