สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานอ้างอิงแหล่งข่าวระดับสูงในรัฐบาลวอชิงตัน ซึ่งเปิดเผยว่า กระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ มีแผนฟื้นภารกิจด้านการทูตในตะวันออกกลาง ด้วยการเริ่มทยอยส่งเจ้าหน้าที่กลับไปประจำการยังสถานเอกอัครราชทูตในประเทศตะวันออกกลางบางแห่ง หลังจากที่มีการอพยพหรือลดจำนวนบุคลากรไปในช่วงที่สงครามและความตึงเครียดกับอิหร่านปะทุขึ้นใหม่ๆ เนื่องจากประเทศในอ่าวเปอร์เซียตกเป็นเป้าการโจมตีล้างแค้นของอิหร่าน ซึ่งทำให้สถานทูตสหรัฐฯ พลอยถูกลูกหลงไปด้วย
ทั้งนี้ คาดว่าปฏิบัติการส่งเจ้าหน้าที่กลับจะเริ่มขึ้นภายในสัปดาห์นี้ ข้อมูลจากแหล่งข่าว ชี้ว่า สถานทูตสหรัฐฯ ในอิสราเอล จอร์แดน และโอมาน น่าจะมีเจ้าหน้าที่กลับมาประจำการเต็มอัตราอีกครั้ง
ส่วนเจ้าหน้าที่ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือยูเออี, ซาอุดีอาระเบีย, กาตาร์, เลบานอน จะลดจำนวนให้เหลือ 85% จากระดับปกติ ส่วนในอิรัก คูเวต และบาห์เรน จะอยู่ที่ 75% จากระดับปกติ
โฆษกกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ เปิดเผยกับรอยเตอร์สว่า ผลจากการประเมินล่าสุด เรากำลังปรับเปลี่ยนอัตรากำลังพลในสถานทูตและสถานกงสุลบางแห่งในตะวันออกกลาง เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถผลักดันเป้าหมายนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ต่อไปได้ ควบคู่ไปกับการคุ้มครองความปลอดภัยและความมั่นคงของบุคลากร
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวของสหรัฐฯ สะท้อนว่า รัฐบาลวอชิงตันประเมินแล้วว่า โอกาสที่สงครามกับอิหร่านจะยกระดับความรุนแรงในช่วงนี้ ยังมีน้อย
ส่วนความเคลื่อนไหวของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ล่าสุด เจ้าตัวประกาศว่า กองทัพเรือสหรัฐฯ ได้เก็บกู้หรือทำลายทุ่นระเบิดทั้งหมดในช่องแคบฮอร์มุซแล้ว พร้อมเสริมว่า อิหร่านได้รับแจ้งแล้วว่าเรือลำใดก็ตามที่วางทุ่นระเบิดใหม่ จะถูกทำลายทันทีอย่างเป็นระบบ
ที่ผ่านมา ทรัมป์ออกมาอ้างซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าสหรัฐฯ สามารถควบคุมฮอร์มุซได้ แต่อิหร่านยืนกรานปฏิเสธ และยังเดินหน้ายิงโจมตีเรือหลายลำที่อิหร่านระบุว่า พยายามแล่นผ่านช่องแคบโดยไม่ได้รับอนุญาต
ขณะเดียวกัน ยังมีรายงานว่า ทรัมป์ได้ยื่นร่างข้อตกลงนิวเคลียร์เพื่อสันติกับซาอุดีอาระเบีย ให้สภาคองเกรสพิจารณาแล้ว พร้อมยืนกรานว่า หากจะให้ข้อตกลงนี้เป็นผล ซาอุดีอาระเบียจะต้องเข้าร่วม "ข้อตกลงอับราฮัม" ปรับความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอลให้กลับมาเป็นปกติ
ทั้งนี้ ข้อตกลงด้านนิวเคลียร์เพื่อสันติระหว่างสหรัฐฯ และซาอุฯ อนุญาตให้บริษัทสหรัฐฯ ส่งออกเทคโนโลยีนิวเคลียร์พลเรือนไปยังซาอุดีอาระเบียได้ แต่ข้อตกลงนี้ยังตกเป็นประเด็นถกเถียง เนื่องจากไม่มีข้อห้ามที่ชัดเจน ซึ่งอาจเปิดทางให้ซาอุดีอาระเบียสามารถดำเนินการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมได้
ขณะที่ฝั่งอิหร่านเผยว่า การหารือระหว่างอิหร่านและโอมาน ตลอดระยะ 40 วันที่ผ่านมาเกี่ยวกับการจัดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้นำมาสู่การตกลงกำหนด “เส้นทางชั่วคราว” ความกว้าง 11 กิโลเมตร โดยเส้นทางขาเข้าและบางส่วนของเส้นทางขาออกจะอยู่ในน่านน้ำอาณาเขตของอิหร่าน
อย่างไรก็ตาม อิหร่านยืนยันว่า แม้จะบรรลุข้อตกลงชั่วคราวกับโอมานแล้ว แต่สหรัฐฯ จะต้องปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MoU) ที่สหรัฐฯ และอิหร่าน ลงนามไว้เมื่อเดือนมิถุนายน ก่อนที่ช่องแคบจะสามารถกลับมาเปิดได้เต็มรูปแบบ