แม้จะยังไม่มีสัญญาณของการยอมจำนนต่อสหรัฐฯ แต่เจ้าหน้าที่อิหร่านบางส่วนเริ่มแสดงความเห็นว่า ประเทศควรหาทางยุติสงครามมากกว่าที่จะทนรับความตึงเครียดทางเศรษฐกิจไปอีกหลายเดือนหรือหลายปี
ด้านนักเศรษฐศาสตร์ มองว่า อิหร่าน "เต็มใจที่จะแบกรับความเจ็บปวดทางเศรษฐกิจมากแค่ไหน เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ทางการทหารและภูมิรัฐศาสตร์" เพราะจากแรงกดดันจากสหรัฐฯเริ่มเห็นผลกระทบแล้วอย่างน้อย 5 ด้าน
วิลเลียม แจ็กสัน (William Jackson) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ตลาดเกิดใหม่จาก Capital Economics ให้ความเห็นต่อสำนักข่าว Axios ว่า แรงกดดันของทรัมป์จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอิหร่าน 5 ด้านดังนี้
1. ค่าเงินเรียลของอิหร่านดิ่งลงเหว สกุลเงินหลักของอิหร่านคือ เรียล ร่วงลงแตะระดับ 2.02 ล้านเรียลต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นผลมาจากความเสียหายทางเศรษฐกิจในสงคราม
จากเดิมก่อนสงครามอยู่ที่ 1.65 ล้านเรียลต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ (ซึ่งเป็นสถิติต่ำสุดในขณะนั้น) หมายความว่าปัจจุบันต้องใช้เงินเรียลเพิ่มขึ้นอีก 22% เพื่อแลกกับ 1 ดอลลาร์สหรัฐ
2. เงินเฟ้อกลืนกินเงินเดือนของประชาชน ตัวเลขที่น่าตกใจ: กองทุนเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินเมื่อเดือนมิถุนายนว่า อัตราเงินเฟ้อของอิหร่านจะพุ่งแตะ 68.9% ในปี 2569 ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2522
ศูนย์สถิติของอิหร่านเองรายงานว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคในเดือนกรกฎาคมพุ่งสูงขึ้น 87.9% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว โดยอัตราเงินเฟ้อเฉพาะหมวดอาหารและเครื่องดื่มพุ่งเกิน 128% ซึ่งเป็นผลมาจากมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและความขัดแย้งในภูมิภาค
3. ชาวอิหร่านเผชิญความยากลำบากทางการเงินอย่างหนัก เสียงจากพื้นที่ ค่าเงินที่เสื่อมค่าและเงินเฟ้อที่สูงลิ่วทำให้ชาวอิหร่านยากที่จะซื้อหาของใช้จำเป็น ชาวอิหร่านที่ได้รับความเดือดร้อนจากวิกฤตเศรษฐกิจต่างออกมาโพสต์ระบายความแค้นเคืองบนโซเชียลมีเดียอย่างต่อเนื่อง
4. การส่งออกน้ำมันพังทลาย ภาพรวม: วิกฤตเศรษฐกิจของอิหร่านมีสาเหตุหลักมาจากการส่งออกน้ำมันที่ทรุดตัวเนื่องจากการปิดล้อมทางทะเล
อับดลนาเซอร์ เฮมมาตี (Abdolnaser Hemmati) ผู้ว่าการธนาคารกลางอิหร่าน กล่าวในเดือนสิงหาคมว่า ประเทศเกือบจะไม่สามารถส่งออกน้ำมันได้อีกต่อไป ย้อนกลับไปในเดือนพฤษภาคม Axios รายงานว่าการปิดล้อมของสหรัฐฯ สร้างความเสียหายให้อิหร่านอย่างน้อย 4.8 พันล้านดอลลาร์ และคลังสำรองน้ำมันลดลงอย่างรวดเร็ว
โดยสถานการณ์ล่าสุด จีน ซึ่งปกติเป็นผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่ของอิหร่าน ระบุเมื่อวันจันทร์ว่ากำลังเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและต้องการหลีกเลี่ยงไม่ให้ความขัดแย้งยกระดับขึ้น
5. ตำแหน่งงานหายวับ พร้อมความหวาดกลัวภาวะเศรษฐกิจถดถอย ก่อนสงคราม IMF เคยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจอิหร่านจะเติบโต 1.1% ในปี 2026 แต่จากการคาดการณ์ใหม่ในเดือนกรกฎาคม GDP ของอิหร่านคาดว่าจะหดตัวลง 5.4% ในปีนี้ เนื่องมาจากอัตราการว่างงานที่พุ่งสูงขึ้น ตำแหน่งงานที่หายไป และกิจกรรมทางธุรกิจที่ลดลง ซึ่งยิ่งกระตุ้นความกังวลเรื่องภาวะเศรษฐกิจถดถอย
จากการวิเคราะห์ของสถาบันและนักเศรษฐศาสตร์ต่างๆ จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีหลักฐานชี้ชัดว่าอิหร่านใกล้จะยอมจำนน โดยเจ้าหน้าที่อิหร่านโทษสหรัฐฯ ว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้บันทึกความเข้าใจ (MOU) สหรัฐฯ-อิหร่าน ล้มเหลวเมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งทำให้พวกเขาเชื่อว่าการยอมอ่อนข้อจะไม่ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจอยู่ดี ดังนั้น การตัดสินใจของระบอบปกครองอาจใช้เวลานานในการตอบสนองต่อเศรษฐกิจที่แย่ลง
แม้ว่า ทรัมป์ต้องการบดขยี้อิหร่านด้วยมาตรการคว่ำบาตรอย่างรุนแรง แต่อิหร่านเคยแสดงให้เห็นมาแล้วในอดีตว่ามีความอดทนต่อความเจ็บปวดทางเศรษฐกิจในระดับที่สูงมาก